
ตอนนี้ไทยกำลังถูกจับตาว่ากำลังจะเป็น Digital Hub ของอาเซียน เพราะตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะพุ่งจาก 4.7 แสนล้านบาท เป็น 2.02 ล้านล้านบาท ภายในปี 2574 ซึ่งเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 27.7%
แน่นอนว่าการเติบโตก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
จริง ๆ แล้วดาต้าเซ็นเตอร์สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำผิดกฎหมายได้ เพราะมีเซิร์ฟเวอร์และ IP จำนวนมาก ทำให้คนที่ไม่ประสงค์ดีสามารถปล่อยบอทหรือโปรแกรมอัตโนมัติออกไปทำงานเป็นจำนวนมาก และสลับ IP ไปมาเพื่อซ่อนตัวตนได้
แม้ยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยถูกใช้เป็นฐานทำอาชญากรรมโดยตรง แต่จากการตรวจค้นที่ผ่านมา พบว่าเครือข่ายสแกมเมอร์และทุนสีเทาจากหลายประเทศ ใช้ไทยเป็นทั้งที่ตั้งฐานและเป็นทางผ่านในการหมุนเงินผิดกฎหมาย ที่มีอุปกรณ์ครบ ทั้งเซิร์ฟเวอร์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ VoIP สคริปต์หลอกเหยื่อ และบัญชีม้า
และด้วยความที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและทันสมัย ทั้งอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ไฟฟ้าที่ใช้งานได้ต่อเนื่อง และดาต้าเซ็นเตอร์คุณภาพสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคการเงินและหน่วยงานด้านความมั่นคง กังวลว่าหากดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตมากขึ้น มันอาจถูกกลุ่มทุนสีเทานำไปเป็นเครื่องมือได้ เช่น ปล่อยให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เช่า ใช้เป็นจุดกระจายสัญญาณ หรือเอาไปใช้ในขบวนการฟอกเงินผ่านธุรกิจออนไลน์
การ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” จึงเป็นทางออกที่ดี?
กสทช. ได้เตรียมยกระดับใบอนุญาต ของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นแบบที่ 3 เหมือนกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ทำให้กำกับดูแลได้เข้มงวดขึ้น การตรวจสอบผู้ประกอบการ และเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเป็นใคร น่าเชื่อถือแค่ไหน และมีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายหรือไม่
การยกระดับนี้ครอบคลุมไปถึงการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับกำลังไฟในแต่ละพื้นที่ โดยอาจต้องมีนิคมพลังงานเฉพาะ เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์แบบไม่กระทบไฟฟ้าที่ประชาชนใช้
เงื่อนไขที่มากขึ้นแบบนี้ จะทำให้นักลงทุนลังเลไหม?
ที่ไทยเป็นตัวเลือกของนักลงทุน ส่วนหนึ่งเพราะกติกายังยืดหยุ่นกว่า ต่างจากสิงคโปร์ที่เป็นฮับอาเซียน เจอข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม จนต้องคุมเข้มและอนุญาตโครงการใหม่ยากขึ้น เมื่อไทยเริ่มปรับเงื่อนไขให้เข้มขึ้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าความได้เปรียบเดิมของไทยจะยังอยู่หรือไม่
แต่ถ้าคิดอีกมุม การยกระดับครั้งนี้ ทำให้ไทยได้การลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้น คือเป็นผู้ประกอบการที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน ลดความเสี่ยงเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์และปัญหาพลังงานในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


