
สังคม
ส่องเบื้องหลัง 68 ปี MEA โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองอัจฉริยะจากระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า สู่ Digital & Energy Infrastructure
31 กรกฎาคม 2569
ชีวิตคนเมืองในวันนี้แทบจะเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การเดินทาง การทำงาน ไปจนถึงบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังความสะดวกเหล่านี้ ต้องมีระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงคอยทำงานอยู่ตลอดเวลา
ตลอด 68 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ “การไฟฟ้านครหลวง (MEA)” ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับบ้านเรือน อาคาร และภาคธุรกิจ
แต่เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตของเมืองเปลี่ยนไป บทบาทของระบบไฟฟ้าก็ต้องเปลี่ยนตาม
จากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า ไปสู่การเชื่อมต่อระบบดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความต้องการของเมืองซึ่งซับซ้อนขึ้นทุกวัน
เพราะคำว่า “Smart City" อาจไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่หวือหวาที่สุด แต่เริ่มจากระบบพื้นฐานที่ทำงานได้เสถียร ปลอดภัย หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดคือ ความพร้อมในการเดินหน้าพัฒนาระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ตอบสนองนโยบาย “ทำทันที Action 5 PLUS” ของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินบนถนนสายเศรษฐกิจและแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายหลัก
ปัจจุบัน MEA มีแผนดำเนินโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินรวมกว่า 300 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งส่วนที่ดำเนินการแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างดำเนินการ นอกจากจะช่วยปรับทัศนียภาพของเมืองให้เป็นระเบียบขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และเพิ่มความมั่นคงของระบบจ่ายไฟ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองหลวงในระยะยาว
เรียกได้ว่า นี่คือหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่คนเมืองไม่ได้มองเห็นการทำงานในทุกวัน และการใช้ชีวิตของเมืองดำเนินต่อไปได้อย่างที่เราคุ้นเคย
[“Smart Metro Grid” โครงข่ายอัจฉริยะ ที่ทำให้เมืองใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด]
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าจึงต้องพัฒนาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเมือง
อย่าง กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักของไทย
ที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันกว่า 30% ของทั้งประเทศ
MEA จึงพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอัจฉริยะ 3 พื้นที่นี้ สู่การเป็น Smart City ด้วยการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid และ Smart Meter ที่ช่วยให้การบริหารจัดการระบบไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตรวจสอบและบริหารการใช้ไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การจ่ายไฟมีความเสถียร พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคต
ในด้านการให้บริการ MEA ยังพัฒนา e-Service เพื่อให้ประชาชนสามารถขอใช้บริการด้านไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ลดขั้นตอนการติดต่อและเพิ่มความโปร่งใส
ขณะเดียวกัน เมื่อระบบไฟฟ้าเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น MEA ก็ให้ความสำคัญกับ Cyber Security เพื่อปกป้องข้อมูลของประชาชน และดูแลให้ระบบจ่ายไฟทำงานได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง
[เทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหนต้องทำให้ “ประชาชนใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”]
เทคโนโลยีจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง
MEA จึงให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ผ่านบริการตรวจสอบและปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงมาตรการดูแลบ้านที่มีผู้ป่วย เพื่อให้ทุกคนใช้ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและอุ่นใจ
พร้อมกันนี้ MEA ยังผลักดันการใช้ พลังงานสะอาด ผ่าน MEA Solar One Stop Service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่เปิดโอกาสให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์นำไฟฟ้าส่วนเกินมาขายคืนให้กับระบบ ช่วยลดค่าไฟ สร้างรายได้ และก้าวสู่การเป็น Prosumer หรือผู้ที่ทั้งผลิตและใช้พลังงานได้ในเวลาเดียวกัน
นอกจากการดูแลประชาชนแล้ว MEA ยังส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่าน MEA Energy Awards เพื่อร่วมลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และขับเคลื่อนเมืองสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
[ก้าวต่อไปของ MEA คือมุ่งสู่การเป็น “Utility of the Future”]
เป้าหมายต่อไปของ MEA คือการเป็น "องค์กรระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต” (Utility of the Future) ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) และแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Smart Metro
ตลอด 68 ปีที่ผ่านมา MEA ไม่ใช่แค่การจ่ายไฟ แต่เป็นผู้วางรากฐานด้านพลังงานที่ทำให้เมืองเติบโต พร้อมสร้างเมืองหลวงที่ปลอดภัย น่าอยู่ และยั่งยืนสำหรับทุกคน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีช่วยนักท่องเที่ยวได้แค่ไหน เมื่อ Privacy ยังเป็นข้อจำกัด?
เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยตอนนี้ คือกรณีการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยในประเทศจอร์เจีย ซึ่งได้สร้างความสะเทือนใจและข้อสงสัยให้กับคนไทยจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ ช่วยปกป้องนักท่องเที่ยวได้แค่ไหน เมื่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคอยู่ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคนิค แต่เป็นข้อจำกัดทางกฎหมาย

ทำไมไทยต้องเร่งวางแผนรับมือ "Y2Q" เมื่อความเก่งของ Quantum Computing อาจกลายเป็นมหันตภัยในอนาคต
