
จากทรัพยากรธรรมชาติ สู่ขุมทรัพย์ของ Data Center
เมื่อ Data Center ไม่ได้อยู่บนผืนดินอีกต่อไป แต่ถูกย้ายลงไปใต้น้ำ หลายคนคงเริ่มตั้งคำถามว่าล้ำสมัย
นี้เป็นเพียงทางออกชั่วคราวหรือเปล่า?
เมื่อไม่นานมานี้ วงการเทคโนโลยีทั่วโลกต้องจับตาเพราะจีนประกาศเปิดใช้งาน “Data Center ใต้ทะเล” เชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก ใกล้นครเซี่ยงไฮ้ โดยนำระบบลงไปติดตั้งใต้ทะเลลึกราว 35 เมตร
จุดเด่นคือ ใช้พลังงานลมนอกชายฝั่งในการผลิตไฟฟ้า และใช้น้ำทะเลช่วยระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์แทนการใช้เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานได้มาก
Data Center แห่งนี้รองรับเซิร์ฟเวอร์เกือบ 2,000 เครื่อง ถูกออกแบบมาสำหรับงาน AI, Big Data และระบบ 5G โดยเฉพาะ และยังมีค่า PUE ต่ำกว่า 1.15 ซึ่งถือว่าใช้พลังงานได้คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับ Data Center ทั่วไป
หลายคนจึงมองว่านี่อาจเป็น “อนาคตใหม่” ของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังมีคำถามสำคัญว่า Data Center ใต้ทะเลจะใช้งานได้คุ้มค่าในระยะยาวจริงหรือไม่ และจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลมากแค่ไหน
⚫️ ก่อนจะตัดสินแนวคิดนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร?
ปัญหาของ Data Center ในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ แต่คือ “ความร้อน” เพราะ GPU รุ่นใหม่สร้างความร้อนอย่างมหาศาล ทำให้ระบบระบายความร้อนแบบเดิม (HVAC) ต้องกินพลังงานถึง 30–50% ของทั้งศูนย์ข้อมูล
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “น้ำทะเล” กลายเป็นตัวเลือกที่ถูกหยิบมาใช้ เพราะมันทั้งเย็นและมีปริมาณมหาศาล ทำหน้าที่เป็น heat sink ตามธรรมชาติ
ซึ่งโครงการของ HiCloud ที่หลิงกังออกแบบมานั้น ใช้การไหลเวียนตามแรงลอยตัว (buoyancy) จนแทบไม่ต้องใช้พลังงานในการระบายความร้อนโดยตรง
บริษัทระบุว่า ระบบนี้ช่วยลดการใช้พลังงานรวมได้ราว 22.8% ลดการใช้น้ำจืดได้ 100% และลดพื้นที่บนบกได้กว่า 90% เมื่อเทียบกับ Data Center แบบปกติ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อมูลจากฝั่งผู้พัฒนาและสื่อรายงาน ยังไม่มีการตรวจสอบอิสระ (third-party audit)
ซึ่งตัวเลขที่ “ดีเกินไป” แบบนี้ สะท้อนความจริงทั้งหมด หรือสะท้อนแค่สภาพแวดล้อมที่ถูกเลือกมาอย่างเหมาะสมเท่านั้น
⚫️ Microsoft เคยลองมาก่อนแล้ว แต่สุดท้ายเลือกที่จะถอย?
หลายคนอาจลืมไปคือ แนวคิด Data Center ใต้น้ำไม่ใช่เรื่องใหม่ และจีนก็ไม่ใช่ประเทศแรกที่ทดลองแนวทางนี้
แต่ Microsoft เริ่มโครงการ Project Natick ตั้งแต่ปี 2013 ก่อนนำแคปซูล Data Center ลงสู่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งสกอตแลนด์ในปี 2018 และกู้กลับขึ้นมาในปี 2020 พร้อมผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างมาก
จาก Server กว่า 855 เครื่องที่ทำงานใต้น้ำนานกว่า 2 ปีโดยแทบไม่มีมนุษย์เข้าไปดูแล พบว่าเสียหายเพียง 6 เครื่อง ขณะที่ Server บนบกเสียหาย 8 เครื่องจากทั้งหมด 135 เครื่อง หรือมีอัตราความล้มเหลวสูงกว่าหลายเท่า
ในเชิงวิศวกรรม ผลลัพธ์ถือว่าน่าประทับใจมาก แต่สุดท้าย Microsoft กลับเลือกยุติโครงการในปี 2024
แต่ Noelle Walsh หัวหน้าฝ่าย Cloud Operations + Innovation ของ Microsoft ได้ให้สัมภาษณ์กับ DatacenterDynamics ไว้ว่า
“เราไม่ได้สร้าง Data Center ใต้ทะเลเพิ่มที่ไหนอีกแล้ว ทีมของเราพิสูจน์แล้วว่ามันใช้งานได้จริง เราได้เรียนรู้จากการทำงานใต้ระดับน้ำทะเล ทั้งเรื่องแรงสั่นสะเทือนและผลกระทบต่อ Server แต่จากนี้ บทเรียนเหล่านั้นจะถูกนำไปต่อยอดกับเทคโนโลยีรูปแบบอื่นแทน”
สรุปก็คือ Microsoft เองก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าโครงการล้มเหลว แต่เลือกนำบทเรียนที่ได้ไปต่อยอดในทิศทางอื่นแทน
แต่สิ่งที่น่าคิดต่อคือ แม้แต่ Microsoft ยังเลือกไม่เดินหน้าพัฒนาแนวทางนี้ต่อ แล้วข้อจำกัดของ Data Center ใต้น้ำคืออะไรกันแน่
⚫️ คำถามที่ต้องถามต่อ เกี่ยวกับเรื่องระบบนิเวศทางทะเล?
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดของ Data Center ใต้น้ำ คือผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
HiCloud ระบุว่า ระบบต้นแบบปล่อยความร้อนสู่น้ำรอบข้างเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส แต่ Andrew Want นักนิเวศวิทยาทางทะเลบางส่วนมองว่า แม้อุณหภูมิจะเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก็อาจกระทบพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลได้ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลระยะยาวมากพอจะสรุปผลกระทบอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ โครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบต้นแบบขนาด 2.3 MW เพราะแผนระยะยาวของ HiCloud คือการขยายกำลังการผลิตไปถึง 500 MW
ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในอนาคต “ระบบนิเวศทางทะเล” จะต้องแลกอะไรบ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพและพลังประมวลผลที่โลกยุค AI ต้องการ
⚫️ คำตอบที่แท้จริง อาจต้องใช้เวลา
Shanghai Lingang คือก้าวสำคัญของวงการเทคโนโลยี เพราะเป็นครั้งแรกที่โลกมี Data Center ใต้น้ำเชิงพาณิชย์ที่เชื่อมกับพลังงานลมและเปิดใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่โครงการทดลอง
แต่ในอีกด้าน โครงการนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการในปี 2026 ยังไม่มีข้อมูลระยะยาว ไม่มีการตรวจสอบประสิทธิภาพโดยหน่วยงานอิสระ รวมถึงยังไม่มีคำตอบชัดเจนทั้งเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตาต่อจากนี้ คือประสิทธิภาพในการใช้งานจริง อัตราความเสียหายของเซิร์ฟเวอร์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทิศทางของอุตสาหกรรมว่าสุดท้ายจะมีผู้เล่นรายอื่นเดินตามแนวทางนี้มากน้อยแค่ไหน
ที่มา : DataCenterDynamics, Tom's Hardware, TechRadar
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จบปัญหารถควันดำ! H-FAME น้ำมันรักษ์โลกโดยคนไทย ลดคาร์บอนได้ถึง 50%
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ไทยได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของการจัดหาพลังงาน

