
จีนกำลังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายอีคอมเมิร์ซครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี หลังสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน (SAMR) และกระทรวงพาณิชย์ (Mofcom) เปิดร่างแก้ไขกฎหมาย 20 มาตรา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 4 ส.ค.69 แม้จะเป็นการปรับแก้กฎหมายภายในประเทศ แต่หลายฝ่ายมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นการวางโครงสร้างใหม่ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลก เพราะจีนเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของโลก
⚫อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้จีนต้องลุกขึ้นมาแก้กฎหมาย?
กฎหมายอีคอมเมิร์ซฉบับแรกของจีนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2019 โดยกำหนดกติกาสำหรับการซื้อขายออนไลน์อย่างเป็นระบบ ทั้งการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ผู้ขาย และการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว จนปี 2025 ยอดค้าปลีกออนไลน์ของจีนมีมูลค่ารวมกว่า 15.97 ล้านล้านหยวน ซึ่งในเวลาไม่กี่ปี โลกอีคอมเมิร์ซก็เปลี่ยนไป
จากเดิมที่มีเพียงแพลตฟอร์มกับร้านค้า วันนี้มีทั้งการไลฟ์ขายสินค้า อินฟลูเอนเซอร์ บริษัทรับบริหารร้านค้า ผู้ให้บริการขนส่ง ระบบชำระเงิน ไปจนถึง AI ที่เข้ามาช่วยขายและแนะนำสินค้า กฎหมายที่ออกแบบไว้เมื่อ 7 ปีก่อน จึงเริ่มตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจไม่ทัน ซึ่งร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ จะขยายความรับผิดชอบไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าออนไลน์
⚫รัฐบาลจีนต้องการควบคุมแพลตฟอร์มให้เข้มขึ้น
เมื่อแพลตฟอร์มขยายตัวจนกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อทั้งผู้ค้า ผู้บริโภค และคนทำงานในระบบ รัฐบาลจึงต้องกำกับดูแลให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะประเด็น "สงครามตัดราคา" ที่หลายปีที่ผ่านมา หลายแพลตฟอร์มต่างแข่งขันกันผ่านคูปอง ส่วนลด และโปรโมชันจำนวนมาก เพื่อดึงทั้งผู้ซื้อและร้านค้า
แม้จะช่วยกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น แต่กลับทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรลดลง ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันได้ยาก และหลายบริษัทต้องทุ่มเงินอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงนำกฎหมายฉบับใหม่มาใช้กำหนดกติกาให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม และทำให้ตลาดเติบโตได้ในระยะยาว
⚫สร้างเกราะกำบังให้แอปฯ จีนไปบุกโลก
ร่างกฎหมายจึงมอบอำนาจให้รัฐบาลจีน สามารถดำเนินการตอบโต้ต่อประเทศหรือหน่วยงานที่มีพฤติกรรม "เลือกปฏิบัติ" ต่อบริษัทจีนได้ เป็นการสร้างเครื่องมือทางกฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจจีนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางกฎการค้าที่เข้มงวดและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
เพราะที่ผ่านมา แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนอย่าง Temu, Shein และ AliExpress ขยายตลาดทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่ก็เผชิญการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ทั้งด้านความปลอดภัยของสินค้า กำแพงภาษี ความกังวลด้านความมั่นคงทางข้อมูล และเจอการแข่งขันที่เป็นธรรม
⚫อีกกลุ่มที่กฎหมายใหม่ให้ความสำคัญ คือ "พนักงาน"
ร่างกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์ม ต้องคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของพนักงานบนในระบบมากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสภาพการทำงานที่เหมาะสม ประเด็นนี้สอดคล้องกับนโยบายของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่พยายามยกระดับการคุ้มครองแรงงานกิ๊ก (Gig Economy) หลังเกิดข้อวิจารณ์เกี่ยวกับระบบของแพลตฟอร์มที่ใช้คำนวณและจัดลำดับงานส่งสินค้า ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันให้ไรเดอร์ต้องทำงานเร็วขึ้นหรือรับงานมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้ตามเป้าหมาย รวมถึงปัญหาชั่วโมงทำงานที่ยาวนานและรายได้ที่ไม่แน่นอน
หากมองให้ลึก การแก้กฎหมายครั้งนี้ อาจเป็นการวางหมากระยะยาวของจีน ที่ต้องการจัดวางบทบาทใหม่ของแพลตฟอร์มในเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะธุรกิจเหล่านี้เติบโตจนมีอิทธิพลต่อทั้งตลาด ผู้บริโภค และแรงงานจำนวนมาก ซึ่งจีนไม่ได้ต้องการสกัดการเติบโตของแพลตฟอร์ม แต่ต้องการให้การเติบโตอยู่ภายใต้กติกาที่รัฐกำหนด พร้อมสร้างระบบที่เอื้อให้บริษัทจีนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
