
ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนการทำงานของหลายภาคส่วน ตั้งแต่ธุรกิจ ธนาคาร โรงพยาบาล โรงงาน ไปจนถึงบริการของภาครัฐ ทำให้หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบการใช้ AI ไทยเองก็เช่นกัน โดยขณะนี้ ETDA อยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือร่างกฎหมาย AI ฉบับแรกของไทย โดยมีเป้าหมายทั้งสนับสนุนการพัฒนา AI ควบคู่ไปกับป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งาน
⚫ทำไมไทยต้องมีกฎหมาย AI?
ที่ผ่านมา การใช้งาน AI ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ BDE ชี้ว่า ปี 68 ภาคธุรกิจไทยมีการนำ AI มาใช้งานสูงถึง 66.1% ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 65 ที่มีสัดส่วนเพียง 40.5%
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ ETDA ร่วมกับ สวทช. ยังชี้ว่า อุตสาหกรรมไทยที่มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI มากที่สุด คือภาคการเงินและการค้า ตามด้วย โลจิสติกส์และการขนส่ง และ ภาคการศึกษา
เมื่อความต้องการใช้ AI เพิ่มขึ้นเร็ว ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัย ความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในการใช้งาน AI ด้วย
แต่ปัจจุบัน ไทยยังขาดกฎหมายกลางที่กำหนดแนวทางร่วมกัน ทำให้ผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ ผู้ใช้งาน ภาครัฐ และประชาชน ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องหน้าที่ ความรับผิดชอบ และมาตรฐานการใช้ AI
⚫กฎหมายนี้ไม่ได้มีไว้ "ห้ามใช้ AI"
การกำกับดูแล AI จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมกับการจัดการความเสี่ยง เพราะหากมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไป อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการลงทุน แต่หากขาดมาตรการที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อประชาชน องค์กร และประเทศได้ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้ควบคุม AI เข้มงวดทุกประเภท แต่จะกำหนดกติกาตามระดับความเสี่ยงของ AI แต่ละรูปแบบ
อย่าง AI ที่มีความเสี่ยงสูง อาจต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น การแจ้งข้อมูล การขึ้นทะเบียน หรือขออนุญาตก่อนนำไปใช้งาน รวมถึงกำหนดให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้งานต้องประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการรับมืออย่างเหมาะสม
⚫ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ปิดกั้นการพัฒนา AI ของภาคเอกชน
ผู้พัฒนา , ผู้ให้บริการ AI รวมถึงองค์กรที่นำ AI ไปใช้งาน จะต้องประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ พร้อมแนวทางจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ ส่วนผู้ให้บริการ AI จากต่างประเทศ ที่ไม่มีสำนักงานในไทย ก็อาจต้องมีตัวแทนหรือผู้ประสานงานในประเทศ เพื่อเป็นช่องทางติดต่อและรับผิดชอบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายไทย
⚫อีกเรื่องสำคัญคือการรับมือกับ Deepfake และคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI
ร่างกฎหมายกำหนดให้ผู้ให้บริการ AI ต้องมีระบบช่วยตรวจสอบ ว่าเนื้อหาใดถูกสร้างขึ้นด้วย AI ส่วนผู้ที่นำคอนเทนต์ AI ไปเผยแพร่ หากมีความเสี่ยงที่จะทำให้คนเข้าใจผิด ต้องแจ้งให้ประชาชนรู้ว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI ด้านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ต้องมีระบบตรวจจับและติดป้ายกำกับ เมื่อมีการแจ้งร้องเรียนหรือพบว่าเนื้อหานั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบ
⚫แล้วการใช้ AI ในภาครัฐล่ะ?
สำหรับการนำ AI มาใช้ในภาครัฐ หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบผลกระทบและความเหมาะสมก่อนนำ AI มาใช้กับการบริการประชาชน รวมถึงจัดทำข้อมูลบันทึกการใช้งาน AI เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และสามารถติดตามแก้ไขได้ หากเกิดข้อผิดพลาดหรือส่งผลกระทบต่อประชาชน
หากผู้ให้บริการหรือผู้ใช้งาน AI ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ETDA สามารถสั่งให้แก้ไข ระงับการให้บริการ หรือหยุดการใช้งาน AI ได้ และหาก AI ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัย หรือเศรษฐกิจของประเทศ ก็สามารถสั่งระงับการใช้งานชั่วคราวเพื่อป้องกันผลกระทบได้
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือเมื่อกฎหมาย AI แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้จริง จะสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้ไทยใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันก็ต้องจับตา ว่ากฎหมายจะมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือไม่
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

EU สั่งปรับ Alibaba 550 ล้านยูโร สูงสุดเป็นประวัติการณ์! ปมปล่อยสินค้าผิดกฎหมายวางขายบน AliExpress
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับ AliExpress แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ Alibaba เป็นเงิน 550 ล้านยูโร หรือราว 629 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

EU สั่งปรับ Alibaba 550 ล้านยูโร สูงสุดเป็นประวัติการณ์! ปมปล่อยสินค้าผิดกฎหมายวางขายบน AliExpress

