
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าปรับลดจำนวนบุคลากรภาครัฐจากปัจจุบันที่มีราว 3 ล้านคน ให้เหลือเพียง 2 ล้านคน เพื่อลดภาระงบประมาณในระยะยาว และปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล
⚫ ค่าใช้จ่ายบุคลากรของภาครัฐ มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้าเรื่องนี้ มาจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งหากชำแหละงบประมาณปี 2570 ที่งบประมาณแผ่นดินทั้งหมดอยู่ที่ 3.79 ล้านล้านบาท จะพบว่าในจำนวนดังกล่าว รัฐต้องจัดสรรงบกว่า 1.24 ล้านล้านบาท สำหรับดูแลคนในระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน บำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาล ถ้าคิดเป็นสัดส่วนคือเกือบ 1 ใน 3 ของงบทั้งหมด และหากรวมรายจ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มีการประเมินว่าตัวเลขอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 40% ของงบประมาณประเทศ
หนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน คืองบเบี้ยหวัด บำเหน็จ และบำนาญ ที่ขยับจาก 191,223 ล้านบาทในปี 2561 เป็น 389,090 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลาเพียง 10 ปี
⚫ เมื่องบในส่วนนี้เพิ่มขึ้น งบสำหรับพัฒนาประเทศก็ลดลง?
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลดลงได้ยาก เพราะเป็นสิทธิที่รัฐต้องรับผิดชอบ แน่นอนว่างบสำหรับลงทุนพัฒนาประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และโครงการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจก็มีสัดส่วนน้อยลง
และหากรัฐยังต้องใช้งบขาดดุลและกู้เงินเพิ่ม เพื่อรองรับรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง ภาระทางการคลังในอนาคตก็อาจเพิ่มขึ้น
⚫ “ถ้าไม่ใช้วิธีปลดออก” จะลดบุคลากรเป็นล้านคนอย่างไร?
แน่นอนว่าการปลดคนออกพร้อมกัน ย่อมกระทบต่อคนทำงานและส่งผลให้เกิดแรงต้านในวงกว้าง รัฐจึงใช้วิธีการค่อย ๆ ลดขนาดภาครัฐผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ
ฟรีซอัตราคน (ไม่รับเพิ่ม) รัฐจะควบคุมจำนวนบุคลากรภาครัฐไม่ให้เพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 3 ล้านคน แล้วเมื่อมีคนเกษียณหรือลาออก หน่วยงานจะไม่สามารถรับคนใหม่เข้ามาแทนได้ทันที แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าตำแหน่งนั้นยังจำเป็นต่อการทำงานหรือไม่
เปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนด ผลักดันโครงการ Early Retirement เพื่อจูงใจ ด้วยเงินก้อนชดเชย 8–12 เท่า สำหรับกลุ่มที่มีอายุราชการสูง เพื่อแลกกับการยุบตำแหน่งนั้นอย่างถาวร และผู้ที่เข้าร่วมจะไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้อีก
ลดสำนักงานที่ซ้ำซ้อน และย้ายบริการไปออนไลน์ หน่วยงานส่วนกลางบางแห่งที่มีสำนักงานอยู่ในภูมิภาค อาจมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานระดับจังหวัด หรือมีบทบาทลดลงจากเดิม รัฐจึงเตรียมปรับบริการบางส่วนให้ทำผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านอาคาร สำนักงาน และบุคลากร
⚫ ลดคนแล้ว คุณภาพการให้บริการประชาชนจะต่ำลงไหม?
หัวใจของแผนนี้ คือรัฐต้องการปรับรูปแบบการทำงานจากเดิมที่พึ่งพากำลังคนเป็นหลัก ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อน โดยนำ AI และระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยทำงานบางส่วน เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ทำให้บริการประชาชนรวดเร็วขึ้น และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้จากทุกที่
ขณะเดียวกัน ระบบประเมินผลงาน ก็จะเปลี่ยนจากการเน้นดูขั้นตอนการทำงาน มาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น เพราะรัฐบาลมองว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความผิดพลาด และลดโอกาสเกิดการทุจริตได้
⚫ ลดจำนวนบุคลากรลง เพื่อเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการให้คนที่ยังทำงานอยู่
แผนนี้ไม่เพียงเพื่อลดค่าใช้จ่าย หากแต่ต้องการปรับระบบราชการให้สามารถเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับบุคลากรที่ยังทำงานอยู่ เพราะหากลดจำนวนบุคลากรลงได้ ก็อาจมีงบประมาณมากขึ้นสำหรับปรับเงินเดือนและสวัสดิการให้กับบุคลากรที่ยังทำงานอยู่
⚫การรื้อระบบราชการครั้งนี้ อาจพ่วงมาด้วยความท้าทาย?
แม้แผนดังกล่าวจะช่วยลดภาระในระยะยาว แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องพิสูจน์ว่าจะทำได้จริง และไม่กระทบประสิทธิภาพของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านบำนาญที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากจำนวนผู้เกษียณสะสมและการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผลชัดเจน
หรือความพร้อมของแต่ละหน่วยงาน ที่บางพื้นที่ยังขาดบุคลากร หากใช้มาตรการลดหรือควบคุมอัตรากำลังแบบเดียวกันทั้งหมด อาจส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนได้
สุดท้ายคือบทบาทของ AI และระบบดิจิทัล ว่าจะช่วยลดภาระงานแทนคนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ต้องลงทุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ระบบข้อมูล ซอฟต์แวร์ และการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ซึ่งล้วนต้องใช้เวลา
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามในระยะยาว ว่าการปรับโครงสร้างระบบราชการในครั้งนี้ จะทำให้ภาครัฐใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมสร้างบริการที่ตอบโจทย์ประชาชนตามเป้าที่ตั้งไว้ได้หรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรอบที่ 3 ของปี! มีผลแล้ววันนี้
Shopee ประกาศปรับขึ้น “ค่าธรรมเนียมการขาย” สำหรับผู้ขายทั้ง Shopee Mall และผู้ขายทั่วไป โดยจะปรับขึ้น 1% หรือ 2% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่บางหมวดหมู่ยังคงอัตราเดิม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 69

โลกออนไลน์พรากความสุขของเราไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อความเครียดเปลี่ยนเป็นการเสพติดดิจิทัล?
