
เศรษฐกิจ - การลงทุน
ยิ่งขาย ยิ่งเจ๊ง? เมื่อแพลตฟอร์ม E-Commerce เดินหน้าปรับค่าธรรมเนียม ผู้ขายต้องรับมือยังไง
10 กรกฎาคม 2569
ในช่วงแรกที่แพลตฟอร์ม E-Commerce เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย การเปิดร้านค้าออนไลน์ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เล็กหรือร้านค้า SME ต่างสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้าน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลการแข่งขันของแพลตฟอร์มเริ่มเปลี่ยนแปลง จากการเร่งดึงดูดผู้ขายด้วยค่าธรรมเนียมต่ำและโปรโมชั่นจำนวนมาก สู่การเพิ่มรายได้ผ่านค่าธรรมเนียมและบริการต่าง ๆ ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันนี้ผู้ขายออนไลน์ไม่ได้แบกรับเพียงต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง แต่ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอีกหลายด้าน ทั้งค่าธรรมเนียมการขาย ค่าโฆษณา คูปองส่วนลด และแคมเปญส่งเสริมการขาย จนหลายร้านเริ่มตั้งคำถามว่าการขายออนไลน์ยังคุ้มค่าเหมือนในอดีตหรือไม่
🟠Shopee เดินหน้าปรับค่าธรรมเนียมต่อเนื่อง
ประเด็นที่ได้รับความสนใจล่าสุดคือการประกาศปรับอัตราค่าธรรมเนียมการขายของ Shopee ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569
อัตราใหม่กำหนดให้
Shopee Mall Seller จ่ายค่าธรรมเนียมสูงสุด 19.26%
Non-Mall Seller จ่ายสูงสุด 17.12%
แม้ Shopee จะระบุว่าการปรับครั้งนี้เพื่อนำรายได้ไปพัฒนาแพลตฟอร์ม เพิ่มเครื่องมือการขาย ระบบโลจิสติกส์ และฟีเจอร์ด้านการตลาด แต่สำหรับผู้ขายจำนวนมาก การปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ย่อมหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรง
[ค่าฟีที่ผู้ขายต้องจ่าย ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมการขาย]
หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ขายจ่ายเพียงค่าคอมมิชชันจากยอดขาย แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนบนแพลตฟอร์มมีมากกว่านั้น
ผู้ขายบน Shopee ยังต้องรับภาระทั้งค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียมจากบริการผ่อนชำระ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา หากต้องการเพิ่มการมองเห็นสินค้าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ต้นทุนต่อหนึ่งคำสั่งซื้ออาจสูงกว่าที่ผู้ขายหลายรายคาดไว้
⚫️TikTok Shop ก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ต่างกัน
ฝั่ง TikTok Shop แม้จะใช้ชื่อค่าธรรมเนียมแตกต่างออกไป แต่ผู้ขายก็ต้องรับภาระในลักษณะเดียวกัน
ประกอบด้วยค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อ ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า และค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์ม
แม้จะมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ขายบางกลุ่ม หรือร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมโฆษณาตามเงื่อนไข แต่ที่จริงแล้วผู้ขายจำนวนมากยังจำเป็นต้องใช้งบด้านการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
[ค่าโฆษณา จึงกลายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้?]
ในอดีต ร้านค้าที่มีสินค้าดีอาจสร้างยอดขายได้จากการค้นหาบนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว
แต่ปัจจุบัน การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้การซื้อโฆษณา การเข้าร่วมแคมเปญลดราคา และการแจกคูปอง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มการมองเห็น
นั่นหมายความว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้น อาจต้องแลกกับต้นทุนทางการตลาดที่สูงขึ้นตามไปด้วย
[ใครได้ประโยชน์จากโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้?]
ในมุมของแพลตฟอร์ม การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเป็นกลไกสำคัญในการนำรายได้กลับไปลงทุนด้านเทคโนโลยี ระบบโลจิสติกส์ เครื่องมือการตลาด และบริการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
แต่ในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้า SME ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง หมายถึงกำไรที่ลดลง และแรงกดดันในการแข่งขันที่สูงขึ้น
ยิ่งแพลตฟอร์มแข่งขันกันดึงดูดผู้บริโภคด้วยโปรโมชันมากเท่าไร ผู้ขายก็ยิ่งต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมากขึ้น
[เมื่อ E-Commerce กำลังเข้าสู่ "ยุคคัดกรองผู้ขาย"]
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าตลาด E-Commerce กำลังเปลี่ยนจากช่วง "เร่งขยายฐานผู้ใช้งาน" ไปสู่ช่วงที่แพลตฟอร์มต้องสร้างรายได้และผลกำไรอย่างจริงจัง หลังจากลงทุนอัดโปรโมชันและสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมาหลายปี
ผลที่เกิดขึ้นคือ ภาระต้นทุนส่วนหนึ่งถูกส่งต่อมายังผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการขาย ค่าโฆษณา ค่าเข้าร่วมแคมเปญ หรือค่าใช้จ่ายด้านการตลาดอื่น ๆ ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบมากกว่าที่เคย
สำหรับร้านค้าที่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว การรักษาอัตรากำไรอาจยิ่งทำได้ยากขึ้น ขณะที่ร้านค้าที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า สร้างแบรนด์ หรือเพิ่มมูลค่าให้กับบริการ จะมีโอกาสรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า
ท้ายที่สุด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ คือการวางแผนบริหารต้นทุนและปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อให้ยังสามารถทำกำไรได้ แม้ค่าใช้จ่ายในการขายออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง


