
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ไทยได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของการจัดหาพลังงาน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ไปพร้อมกัน ทำให้การใช้พลังงานแบบเดิมอย่างเดียวต่อไปอาจไม่ตอบโจทย์ จึงจำเป็นต้องปรับไปสู่พลังงานทางเลือกมาใช้แทนน้ำมันฟอสซิล เพื่อสร้างความมั่นและยั่งยืนมากขึ้น
โจทย์คือต้องแก้ปัญหาทั้งด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ภายใต้ สวทช. จึงพัฒนา H-FAME หรือ Hydrotreated Fatty Acid Methyl Ester ไบโอดีเซลพรีเมียม ที่ต่อยอดจากไบโอดีเซลแบบเดิม (FAME)
โดยนำมาปรับปรุงคุณภาพด้วยการเติมไฮโดรเจน (Hydrogenation) เข้าไปในโมเลกุล เพื่อทำให้โครงสร้างทางเคมีเสถียรและสะอาดมากขึ้น ทำให้เกิดเขม่าน้อยลง และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับดีเซลจากฟอสซิลมากกว่าเดิม โดยพบว่าเสถียรขึ้นกว่าไบโอดีเซลทั่วไปถึง 3 เท่า
H-FAME เป็นเชื้อเพลิงแบบ Drop-in ที่นำสามารถไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ใหม่ และจากการทดสอบกับรถบรรทุกในระยะทางกว่า 10,000 กิโลเมตร พบว่าไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์
นอกจากนี้ยังลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 86% รวมถึงลดควันดำจากการเผาไหม้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่นในภาคขนส่ง
รถ EV ก็ลดได้ทั้งคาร์บอนและฝุ่น PM2.5 ทำไมต้องเป็น H-FAME
EV ช่วยได้ก็จริง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ภาคขนส่งขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุกและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ยังต้องพึ่งดีเซลอยู่ และเปลี่ยนไปใช้ EV ได้ยาก ด้วยข้อจำกัดเรื่องต้นทุน ระยะทางการใช้งาน และโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม และไม่รองรับรถขนาดใหญ่อีกทั้งรถขนาดใหญ่อีกต่างหาก นอกจากนี้ยังติดข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักและราคาแบตเตอรี่ ทำให้การเปลี่ยนทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกพอสมควร
H-FAME จึงเป็นพลังงานตัวกลางช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ช่วยลดมลพิษได้ทันที โดยยังใช้ระบบเดิมได้ ไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน เพราะสามารถผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์มได้อีกด้วย แม้ราคาจะสูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไปลิตรละ 2 บาทก็ตาม
ซึ่งขณะนี้กำลังวางแผนขยายไปสู่โรงงานสาธิตที่สามารถผลิตได้ประมาณ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่ต้องฝังกลบอีกต่อไป! “โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช” เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นพลังงาน
‘การฝังกลบ’ หนึ่งในวิธีที่ใช้จัดการขยะจำนวนมาก แต่มักเป็นปัญหาในเรื่องพื้นที่ไม่พอ และยังสร้างผลกระทบต่อคนที่อยู่รอบพื้นที่กำจัดขยะ ทั้งเรื่องกลิ่น น้ำเสีย โดยเฉพาะชุมชนที่ต้องอยู่ใกล้กับแหล่งขยะทุกวัน

