
แม้ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ตัวเลขอุบัติเหตุจะเพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งที่สะท้อนพัฒนาการเชิงบวกของระบบสาธารณสุขไทย คือ “ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ”
ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ที่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ แม้จำนวนเหตุจะมากขึ้น
แต่เมื่อดูข้อมูลผู้ป่วยฉุกเฉินตามระดับความรุนแรง ยังพบตัวเลขที่น่ากังวล
🔴ผู้ป่วยวิกฤต (สีแดง) 1,535 ราย
🟡ผู้ป่วยเร่งด่วน (สีเหลือง) 9,993 ราย
🟢ผู้ป่วยไม่รุนแรง (สีเขียว) 1,222 ราย
“เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น”
หัวใจสำคัญคือการยกระดับระบบปฏิบัติการฉุกเฉินให้มีความรวดเร็วและแม่นยำ ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การจัดส่งหน่วยกู้ชีพ ไปจนถึงการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่เหมาะสม การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ลดเวลาการเข้าถึงผู้ป่วย เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน “ทุกวินาทีมีความหมาย” โดยทั้งหมดนี้ทำงานผ่านระบบ NDEMS Platform ที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลฉุกเฉินแบบครบวงจร
เทคโนโลยีเบื้องหลังการช่วยชีวิต
อีกหนึ่งแรงสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงาน เช่น การระบุตำแหน่งผู้ป่วย การให้คำแนะนำปฐมพยาบาลผ่านวิดีโอคอล รวมถึงการใช้ข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์และหาเส้นทางที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงผู้ป่วย
ในปีนี้ สพฉ. ออกปฏิบัติการทั้งหมด 14,259 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 12,383 ครั้ง สะท้อนว่าระบบกลางช่วยให้เข้าถึงผู้ป่วยได้ครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้น
จาก “แก้ปัญหา” สู่ “ป้องกันล่วงหน้า”
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ทำให้ สพฉ. ผลักดันในการนำ AI และ Big Data มาใช้ เพื่อคาดการณ์จุดเสี่ยงล่วงหน้า และวางแผนจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง
ทิศทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรับมือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงรุก ด้วยการใช้ข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้ถนน
แม้อุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ยังเป็นความท้าทาย แต่การพัฒนาระบบแพทย์ฉุกเฉินไทยแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถทำให้การช่วยเหลือ “มีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้น” และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบเหตุได้จริง
ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อเรามีเทคโนโลยีที่พร้อมและมีประสิทธิภาพในการดูแล
ประชาชน ควบคู่ไปกับพฤติกรรมการใช้ถนนอย่างมีความรับผิดชอบ เพราะเมื่อทั้งสองส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ความปลอดภัยบนท้องถนนก็จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน


