
เศรษฐกิจ - การลงทุน
"Positive Lists" ยกระดับ Future Food ไทย ปลดล็อกนวัตกรรมสู่ตลาดโลก
24 กรกฎาคม 2569
ท่ามกลางกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Future Food) กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่น่าสนใจ อย่างการผลักดัน "Positive Lists" ซึ่งเป็นกลไกที่จะช่วยร่นระยะเวลาและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นผ่านงาน "From Science to Shelf: Positive Lists เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารอนาคตไทยสู่มูลค่าสูง" พร้อมประกาศความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ และให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางการนำ Positive Lists ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสื่อสารการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ (Health Claims) อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
⚫️ Positive Lists คืออะไร
Future Food ถูกมองเป็นโครงการระดับ Flagship ของประเทศ เพราะสามารถเชื่อมโยงการทำงานของภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการเข้าด้วยกัน จนนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างสมบูรณ์ และการจัดทำบัญชีรายการสารสำคัญ (Positive Lists) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเร่งความสำเร็จของอุตสาหกรรมนี้
ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการทดสอบสารสำคัญเป็นรายกรณี อีกทั้งยังตอกย้ำจุดแข็งของไทยทั้งในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นประตูสู่อาเซียนที่เชื่อมโยงไปยังตลาดใหญ่อย่างจีนตอนใต้ อินเดีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันรายการกล่าวอ้างหน้าที่ของสารสำคัญที่ผ่านการรับรองมีอยู่เพียง 16 รายการ และอยู่ระหว่างขอรับทุนอีก 48 รายการ โดยกระทรวง อว. ร่วมกับหน่วยบริหารจัดการทุนอย่าง บพข. สกสว. และ สวก. ได้ตั้งเป้าผลักดันให้จำนวนรายการเพิ่มขึ้นเป็น 150 รายการภายในปี 2570 พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าตลาดอาหารอนาคตของไทยจากราว 3.5 แสนล้านบาทในปัจจุบัน ให้ขยับขึ้นไปแตะ 500,000 ล้านบาท
กระบวนการนี้จะช่วยกระตุ้นระบบนิเวศนวัตกรรมทั้งระบบ ตั้งแต่การวิจัยทดสอบในมนุษย์และสัตว์ การเกิดศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ ไปจนถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่ม Venture Capital (VC) ซึ่งจะช่วยยกระดับตั้งแต่เกษตรกรฐานรากไปจนถึงการสร้างธุรกิจระดับยูนิคอร์นของไทยในอนาคต
⚫️ จาก "ครัวของโลก" สู่การเป็น "นักนวัตกรรมอาหาร"
ประเทศไทยประสบความสำเร็จในฐานะ "ครัวของโลก" มายาวนาน ด้วยพื้นฐานด้านเกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ และศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ
ข้อมูลในปี 2564 ชี้ว่าตลาดอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าประมาณ 356,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.6% โดยกลุ่มอาหารสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชันครองสัดส่วนสูงถึง 39% ของตลาด
นอกจากนี้ โจทย์ใหญ่คือไทยต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียง "ผู้ผลิตอาหาร" (Food Producer) ไปสู่การเป็น "ผู้สร้างนวัตกรรมอาหาร" (Food Innovator) โดยระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ ผ่านเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ร่วมกับภาคีเครือข่ายว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยจะมีมูลค่าตลาดเกษตรและอาหารรวมกันถึง 4.5 ล้านล้านบาท โดยสัดส่วนอาหารอนาคตจะเติบโตขึ้นเป็น 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของตลาดทั้งหมด พร้อมก้าวขึ้นเป็น Future Food Innovation Hub of Asia อย่างเต็มตัว โดยแนวทางการขับเคลื่อนจะดำเนินไปพร้อมกันใน 3 มิติ คือ การสร้างอุตสาหกรรมอาหารอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทยเอง และการสร้างบุคลากรควบคู่ไปกับการสร้างตลาดแห่งอนาคต
⚫️ เสียงจากภาคเอกชน : เป้าหมาย 5 แสนล้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ภายในงานยังมีเวทีเสวนาสำคัญอย่าง "Synergistic Government: บูรณาการยกระดับอาหารอนาคตไทยสู่เป้าหมาย 500,000 ล้านบาท" ซึ่งรวบรวมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ มาร่วมหารือแนวทางบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงาน ฝ่ายภาคเอกชนอย่างหอการค้าไทยและสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยมองว่าเป้าหมายมูลค่า 500,000 ล้านบาทภายในปี 2570 มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและส่วนประกอบเชิงฟังก์ชัน (Functional Food & Functional Ingredients) ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของการส่งออกสินค้าอาหารอนาคตไทยในปัจจุบัน
การนำ Positive Lists ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสารประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมบูธและพื้นที่ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ Positive Lists จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งงาน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ที่ได้ สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นการปลดล็อกอุปสรรคเชิงกฎระเบียบที่เคยเป็นคอขวดของอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ด้วยการผนึกกำลังของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาเข้าด้วยกัน หากเป้าหมายการเพิ่มรายการสารสำคัญสามารถบรรลุผลได้จริง ก็มีแนวโน้มว่าไทยจะสามารถก้าวข้ามภาพจำเดิมของการเป็นเพียง "ครัวของโลก" ไปสู่การเป็น "ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย" ได้ในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Ownership Economy เมื่อ AI ทำให้ "การเป็นเจ้าของ" สำคัญกว่าการทำงานเพียงอย่างเดียว
ในอดีต การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่เกิดจากการทำงาน ยิ่งมีทักษะ ประสบการณ์ หรือทำงานหนักมากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รูปแบบการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป


