
เศรษฐกิจ - การลงทุน
ทรัมป์จะหยุดที่ตรงไหน? ป่วนเศรษฐกิจโลก ขึ้นภาษี 15% ส่งผลอะไร และทำไปเพื่อใคร
24 กุมภาพันธ์ 2569
การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเป็น 15% แบบมีผลทันทีของ โดนัลด์ ทรัมป์
ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลัน แต่เป็น “เกมการเมือง & เศรษฐกิจ” ที่ทรัมป์ถนัดและเคยใช้มาแล้วหลายครั้ง
นโยบายนี้ คือการวางการเมืองภายในประเทศไว้เหนือระบบเศรษฐกิจโลก พร้อมส่งสัญญาณว่าเขาคือผู้นำที่ยืนอยู่ข้างนโยบาย “America First” การขึ้นภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือที่เข้าใจง่าย ถูกใจฐานเสียงแรงงานและอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมืองภายใน
ในมุมของทรัมป์ ภาษีนำเข้าไม่ใช่แค่แหล่งรายได้ของรัฐ แต่คือ “อาวุธต่อรอง” ทางยุทธศาสตร์ การปรับขึ้นภาษีแบบครอบคลุมทั่วโลกเป็นการบีบให้ประเทศคู่ค้าต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นดุลการค้า การย้ายฐานการผลิต หรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจอื่นๆ
เหตุผลของการงัดไม้เด็ดจาก "มาตรา 122" ขึ้นมา
เมื่อกฎหมายเดิมไม่เปิดทางให้เดินเกมต่อ ทรัมป์ จึงเลือกหยิบ “มาตรา 122” ของกฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถขึ้นภาษีนำเข้าได้ทันทีแบบชั่วคราวได้สูงสุด 15% แต่อำนาจนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มาตรการดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ระหว่างที่ทรัมป์เตรียมเดินหน้ามาตรการทางกฎหมายอื่นๆ ที่อาจเข้มข้นกว่าเดิม
การดันภาษีขึ้นไปแตะเพดาน 15% เป็นการใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่ให้เต็มที่ เพื่อส่งสัญญาณว่า ทรัมป์ พร้อมตอบโต้ทันที หากมองว่าสหรัฐฯ กำลังเสียเปรียบ
แม้ทรัมป์จะอธิบายว่านี่คือการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นโยบายนี้ก็คือการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้การค้าโลกผันผวน และกระทบไปถึงหลายประเทศโดยไม่เลือกหน้า
ไทยจะโดนหางเลขอะไรจากเรื่องนี้?
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง แต่การขึ้นภาษีในลักษณะ “เหมารวมทั้งโลก” ทำให้ไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของไทย เมื่อภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น ต้นทุนสินค้าจากไทยก็สูงขึ้นทันที ความสามารถในการแข่งขันจึงลดลง ผู้ซื้อชาวอเมริกันอาจหันไปเลือกสินค้าจากประเทศอื่น หรือใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศแทน
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและซัพพลายเชนของไทยก็อาจได้รับแรงสั่นสะเทือน เพราะสินค้าไทยจำนวนมากเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่อการค้าโลกชะลอตัว โรงงาน ผู้ผลิต และแรงงานในประเทศย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อม แม้จะไม่ได้ส่งออกไปสหรัฐฯ โดยตรงก็ตาม
ความผันผวนของเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้น?
อีกหนึ่งประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือระดับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้น นโยบายภาษีในลักษณะ “ปรับขึ้นได้ และพร้อมเปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา” กลายเป็นปัจจัยกดดันให้นักลงทุนเลือกชะลอการตัดสินใจ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังค่าเงิน ตลาดทุน และกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่อาจต้องเผชิญความผันผวนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ภาพรวมของเกมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษีหรือการค้า หากแต่สะท้อนการใช้ “เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือทางการเมือง” อย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การรับมือเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไกลไปถึงการปรับโครงสร้างในระยะยาว ทั้งการกระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเตรียมความพร้อมรับมือโลกที่กติกาการค้าอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
แท็กที่เกี่ยวข้อง


