
ยุคที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าประเทศจะสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว หากบุคลากรขาดการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
ทำให้ประเทศที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจึงไม่สามารถมุ่งลงทุนในเครื่องมือหรือดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ทำไมการลงทุนกับ “คน” ถึงเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าเทคโนโลยี
ปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าประเทศจะสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ศักยภาพของคน ที่เป็นทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้เปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศจึงต้องเริ่มจากการพัฒนาทักษะของแต่ละคน พร้อมกับเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ร่วมกัน เพราะเมื่อคนที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันสามารถนำความรู้มาเชื่อมโยงและต่อยอด ก็จะช่วยให้เกิดแนวคิดใหม่ การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
อย่างสิงคโปร์ ที่แม้จะมีพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติจำกัด แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” จนสามารถสร้างบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ สะท้อนว่าการพัฒนาคนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นรากฐานให้ประเทศสร้างองค์ความรู้และกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเองในระยะยาว
สะท้อนให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากประเทศสามารถสร้างคนที่มีความเชี่ยวชาญและนำความรู้ไปต่อยอดเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ แต่สำหรับประเทศไทย โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาคนให้มีทักษะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้ความรู้และความสามารถเหล่านั้นนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้จริง
จึงเป็นเหตุผลที่การพัฒนาคนต้องเดินควบคู่กับการสร้างกลไกที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ากับภาคเศรษฐกิจ เพื่อให้การลงทุนพัฒนาศักยภาพคนไม่หยุดอยู่เพียงการเพิ่มทักษะ แต่สามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจ อุตสาหกรรมใหม่ และการเติบโตในระยะยาว โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโมเดล 2 เครื่องยนต์ ได้แก่
ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม (Existing Industries): เน้นผลิตอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่แล้ว เช่น อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านการนำระบบ AI เข้ามาช่วย ซึ่งสามารถใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ
ผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Work Engine / Deep Tech): สร้างอุตสาหกรรมจากองค์ความรู้และนวัตกรรมขั้นสูง เช่น งานวิจัยด้านการรักษามะเร็ง และเวชศาสตร์กายภาพ ซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง มีความเสี่ยง และอาจใช้เวลานานกว่าจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจได้ จึงต้องอาศัยเงินทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เช่น เงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) เพื่อช่วยให้งานวิจัยต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
บทบาทของมหาวิทยาลัยต้องไม่ได้มีแค่อาจารย์และนักศึกษา
เมื่อความต้องการของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายทอดความรู้ตามหลักสูตรหรือการผลิตบัณฑิตป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน
ผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้กลายเป็น “ระบบนิเวศเปิด” (Open University System) เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่จำกัดกรอบอยู่แค่ระหว่างอาจารย์และนักศึกษาอีกต่อไป
โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เพื่อช่วยให้ผลงานวิจัยนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง
แต่การจะสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้จริงไม่ได้อาศัยเพียงองค์ความรู้และความร่วมมือเท่านั้น แต่ยังต้องมีกลไกสนับสนุนที่ช่วยผลักดันแนวคิดให้กลายเป็นธุรกิจและเทคโนโลยีที่เติบโตได้ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงของการพัฒนา
ที่ผ่านมา สตาร์ทอัพและธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ในไทยยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเริ่มต้นไปสู่การพัฒนาธุรกิจและการขยายกิจการ การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน แต่ต้องอาศัยการวางรากฐานและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมให้เอื้อต่อการเติบโตในทุกระยะ
Blueprint คืออะไร? เจาะลึก 5 ระยะสตาร์ทอัพไทยจาก อว.
“Blueprint” คือกรอบแนวทางและแผนที่นำทางที่จัดทำขึ้นโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและทลายกำแพงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสตาร์ทอัพและธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ผ่านการวางระบบนิเวศนวัตกรรม 5 ระยะสำคัญ ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดให้ตอบโจทย์ตลาด ไปจนถึงการเข้าถึงเงินทุนและการต่อยอดงานวิจัยสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ดังนี้
ระยะที่ 1: แฮกกาธอน (Hackathon) : จัดกิจกรรมระยะสั้นเพื่อรวมตัวคนที่มีทักษะหลากหลาย ให้ได้ทำความรู้จักและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ระยะที่ 2: การแข่งขันโจทย์ภาคเอกชน (Corporate Competition) : ให้บริษัทใหญ่หรือภาคเอกชนเข้ามาตั้งโจทย์และมอบเงินรางวัล เพื่อผลิตผลงานที่ตรงกับความต้องการของตลาดจริง
ระยะที่ 3: ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator Programs) : นำทีมเข้าสู่โปรแกรมบ่มเพาะเพื่อขัดเกลาโมเดลธุรกิจ (Business Model) ให้มีความมั่นคง
ระยะที่ 4: การเข้าถึง Venture Capital (VC) : เมื่อโมเดลธุรกิจชัดเจน ทีมงานจะพร้อมดึงดูดกลุ่มทุนเสี่ยงสูงเข้ามาสนับสนุนเพื่อขยายกิจการ
ระยะที่ 5: ขยับสู่ Deep Tech และสิทธิบัตร (IP Scouting) : ต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีเชิงลึก เข้าถึงงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ
ต่อยอดจุดแข็งไทย สร้างเส้นทางสู่ประเทศรายได้สูง
อีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยเติบโตได้ในระยะยาว คือการต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส ตลอดจนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการของโลก
หากผสานจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาทักษะบุคลากร ไทยก็จะสามารถสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่พัฒนาความรู้ไปสู่การสร้างนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด แนวคิดการพัฒนาคนควบคู่กับเทคโนโลยีจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีระบบสนับสนุนที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การศึกษาและการวิจัย ไปจนถึงเงินทุน ผู้ประกอบการ และตลาด หากมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนความรู้ให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นแหล่งสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯ เปิดตัว DSAT ระบบวัดสมรรถนะ AI & Data Science ครั้งแรกในไทย เครื่องมือประเมินทักษะ ต่อยอดการพัฒนากำลังคนดิจิทัล
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดตัว Data Science & AI Aptitude Test (DSAT) แบบประเมินความถนัดด้านวิทยาการข้อมูลและ AI พร้อมเผยผลวิจัยเกี่ยวกับสมรรถนะของกำลังคนในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย

จุฬาฯ เปิดตัว DSAT ระบบวัดสมรรถนะ AI & Data Science ครั้งแรกในไทย เครื่องมือประเมินทักษะ ต่อยอดการพัฒนากำลังคนดิจิทัล

IMF ชี้เทคโนโลยีขับเคลื่อนการเติบโตเอเชีย ไทยจะเปลี่ยนโอกาสเป็นความได้เปรียบได้ยังไง
