
หากพูดถึงการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับโลกอย่าง International Mathematical Olympiad (IMO) หลายคนคงรู้ดีว่านี่คือหนึ่งในสนามสอบแข่งขันที่ยากและท้าทายที่สุดในโลก
แม้เนื้อหาในข้อสอบจะอยู่ในระดับ ม.ปลาย แต่โจทย์ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์ การให้เหตุผลเชิงตรรกะที่ลึกซึ้ง และการแก้ปัญหาที่พลิกแพลงซับซ้อนมาก และที่สำคัญวิธีคิดทั้งหมดต้องถูกต้องจนผู้เชี่ยวชาญยอมรับด้วย ทำให้ในแต่ละปี มีผู้เข้าแข่งขันเพียงไม่กี่คนที่สอบได้คะแนนเต็ม
อย่างการสอบ IMO 2026 ปีนี้ มีนักเรียน 666 คนจากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน แต่คนที่ได้เต็มมีเพียง 7 คนเท่านั้น
⚫ AI สร้างสถิติใหม่ ด้วยการสอบ IMO ได้คะแนนเต็ม
ทว่า AI จาก Huawei และ Xiaohongshu ก็พึ่งประกาศความสำเร็จใหม่ โดยสามารถทำข้อสอบชุดเดียวกันนี้ได้คะแนนเต็ม โดยคำตอบที่ได้ ล้วนผ่านการตรวจตามเกณฑ์อย่างเป็นทางการของ IMO แล้ว
ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI พัฒนาได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2024 AI จาก Google ยังทำได้เพียงระดับเหรียญเงิน โดยแก้โจทย์ได้ 4 จาก 6 ข้อ ส่วนปี 2025 AI จาก Google และ OpenAI ก็ขยับขึ้นมาคว้าเหรียญทองได้เป็นครั้งแรก แต่ก็ยังไม่สามารถสอบได้คะแนนเต็ม จนมาถึงครั้งนี้ ที่ AI สามารถทำคะแนนได้เต็ม 100% เทียบเท่ากับมนุษย์กลุ่มเล็กๆ ที่เคยทำคะแนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ที่สำคัญ AI เหล่านี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแก้โจทย์คณิตศาสตร์โดยเฉพาะ แต่เป็น AI ทั่วไป ที่สามารถเรียนรู้วิธีคิดและการให้เหตุผลได้ ทำให้ AI เริ่มทำงานที่ต้องใช้การคิดซับซ้อนและการจัดการกับสัญลักษณ์ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นทักษะที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดแข็งของมนุษย์
⚫ แล้วแบบนี้ ในอนาคต AI จะพัฒนาจนฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่?
เมื่อถูกตั้งคำถามว่า AI จะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน ผู้นำในวงการกลับมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมาก
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เคยคาดการณ์ว่า AI ในอนาคตอาจเก่งกว่ามนุษย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในหลายด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงวิศวกรรม นอกจากนี้ AI อาจทำงานต่อเนื่องได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ โดยไม่ต้องหยุดพัก และสามารถสร้าง AI หลายล้านตัวให้ทำงานพร้อมกัน ด้วยความเร็วที่เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า
Demis Hassabis ผู้ร่วมก่อตั้ง Google DeepMind มองว่า AI ที่จะฉลาดใกล้เคียงมนุษย์ในภาพรวม หรือ AGI อาจยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5–10 ปี กว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะแม้ AI ในปัจจุบันจะเก่งมากในบางด้าน แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำได้ไม่ดีเท่ามนุษย์
Geoffrey Hinton ผู้มีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกวงการ Deep Learning เคยคาดว่า AI จะฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ในอีก 50 ปี แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาเร็วเกินคาด เขาปรับมุมมองใหม่ว่าอาจเกิดขึ้นภายใน 5–20 ปี พร้อมเตือนว่ามีความเสี่ยง 10–20% ที่ AI อาจหลุดการควบคุมและกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อมนุษยชาติ
ทำให้เห็นเลยว่า แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการ AI โดยตรง ก็ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่า AI จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น ผลกระทบต่อการทำงานและการจ้างงานของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจาก AI ก็เริ่มเห็นชัดแล้ว
งานวิจัยจาก MIT เมื่อเดือน พ.ย. 68 พบว่า AI ในปัจจุบัน สามารถทำงานแทนบางส่วนของงานที่มีอยู่ในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้ราว 11.7% คิดเป็นมูลค่าค่าจ้างกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 42 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในงานด้านการเงิน สาธารณสุข และบริการวิชาชีพ
ด้านข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า ในปี 68 หลายบริษัทในสหรัฐฯ ประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบ 55,000 ตำแหน่ง โดยสาเหตุหลักๆคือบริษัทเหล่านั้นเปลี่ยนมาใช้ AI แทน
ขณะเดียวกัน คนทำงานเองก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน โดยรายงานระดับโลก Global Talent Trends ปี 2026 ของบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลระดับโลกอย่าง Mercer ได้สำรวจคนทำงานกว่า 12,000 คนทั่วโลก ครอบคลุมทั้งผู้บริหาร ผู้นำ HR พนักงาน และนักลงทุน
ซึ่งผลคือ กลุ่มตัวอย่างกว่า 40% มองว่าความเสี่ยงเรื่อง "การตกงานเพราะ AI มาแทนที่" เป็นหนึ่งในความกังวลที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจาก 28% ในการสำรวจปี 67
⚫ กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่คนทำงานระดับสูง แต่เป็นคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน?
ในปี 68 การจ้างงานตำแหน่งระดับเริ่มต้นในสายเทคโนโลยีลดลงกว่า 30–50% ขณะที่ธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ คาดว่าอาจลดตำแหน่งงานรวมกันกว่า 200,000 ตำแหน่ง ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า จากการนำ AI มาใช้มากขึ้น โดยงานที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง ได้แก่ โปรแกรมเมอร์ระดับจูเนียร์ นักวิเคราะห์การเงินระดับเริ่มต้น ที่ปรึกษามือใหม่ ทนายความจบใหม่ที่ทำงานเอกสารเป็นหลัก และผู้ช่วยทนายความ
ประเด็นนี้น่ากังวล เพราะอย่าลืมว่างานระดับเริ่มต้นคือบันไดที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ ก่อนก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หากงานเหล่านี้ลดลงหรือหายไป ก็น่าฉุกคิดว่าคนรุ่นใหม่จะเริ่มต้นเส้นทางอาชีพและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างไร
แต่อีกด้าน ก็มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “AI redundancy washing” หรือการที่บริษัทอ้าง AI เป็นเหตุผลในการเลิกจ้าง ทั้งที่สาเหตุจริงอาจมาจากปัจจัยอื่น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีบริษัทใหญ่หลายแห่งก็ใช้กลยุทธ์นี้ ดังนั้นจึงอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า AI เป็นสาเหตุโดยตรงของการเลิกจ้างทั้งหมด
⚫ สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ AI แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินกว่าคนจะปรับตัวทัน
AI อาจยังไม่ได้เข้ามาแทนที่คนทั้งอาชีพในทันที แต่กำลังเข้ามารับช่วงงานบางอย่างแทนมนุษย์ โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้น ทำให้ทักษะบางอย่างที่เคยมีค่าลดความสำคัญลง และเมื่อ AI พัฒนาจนเก่งขึ้น คนที่ได้เปรียบจึงอาจไม่ใช่คนที่แข่งกับ AI ได้ แต่คือคนที่รู้ว่า AI ทำอะไรได้ และเลือกพัฒนาทักษะที่ช่วยให้ตัวเองทำงานร่วมกับ AI ได้ดีขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อว.-ก.พ.-ม.เกษตรฯ จับมือปั้นบุคลากรด้วย Data Science ขับเคลื่อน HRD ก้าวใหม่ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของทุกองค์กร การพัฒนาบุคลากรภาครัฐก็จำเป็นต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน โดยล่าสุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดตัว โครงการประยุกต์ใช้วิทยาการข้อมูล (Data Science) เพื่อยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

อว.-ก.พ.-ม.เกษตรฯ จับมือปั้นบุคลากรด้วย Data Science ขับเคลื่อน HRD ก้าวใหม่ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

