
อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี แต่วันนี้กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยว่า การผลิตรถยนต์ในประเทศ ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2569 ถูกปรับลดเป้าการเติบโตเหลือเพียง 1-2% โดยมีสาเหตุหลักจากการผลิตรถกระบะและรถยนต์เพื่อการส่งออกที่ชะลอตัว จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 12.5%
เมื่ออุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเปลี่ยนผ่าน ไทยจึงพยายามสร้างโอกาสใหม่ ด้วยการผลักดันสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง
แล้วไทยพร้อมแค่ไหนกับการเป็นฮับ EV ของภูมิภาค
หากมองเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ไทยถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเดือน มี.ค. 69 ไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าสะสมถึง 434,968 คัน เพิ่มขึ้น 67.95% จากปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยเปิดรับรถ EV อย่างรวดเร็ว
แต่ถ้ามองลึกลงไป จะพบช่องว่างระหว่างการเติบโตของตลาด กับความสามารถในการผลิตในประเทศ เพราะข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 69 ไทยมียอดขายรถ EV 50,141 คัน แต่ผลิตในประเทศได้เพียง 10,495 คัน และส่งออกเพียง 5,232 คัน
นั่นหมายความว่า แม้คนไทยจะหันมาใช้รถ EV มากขึ้น แต่ไทยยังมีบทบาทเป็นตลาดรองรับรถ EV มากกว่าการผลิต
เทียบศักยภาพไทย ในระดับภูมิภาค
สศอ. ร่วมกับสถาบันยานยนต์ จัดทำโครงการประเมินความพร้อมของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) และระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขงครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว
โดยประเมินความพร้อมใน 5 ด้าน ได้แก่ ตลาดและความต้องการใช้งาน นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบถนนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยียานยนต์
จีนยังมาแรงที่สุดในภูมิภาค?
ผลการประเมินพบว่า จีนมีความพร้อมสูงสุด เพราะมีระบบนิเวศ EV ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ เทคโนโลยีรถยนต์ เครือข่ายสถานีชาร์จ ไปจนถึงนโยบายสนับสนุนระยะยาว
ขณะที่ไทยและเวียดนาม อยู่ในระดับ "ปานกลาง" แม้ทั้งสองประเทศจะมีตลาดเติบโตเร็วและดึงดูดการลงทุนจำนวนมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา
แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมไม่เท่ากัน แต่ทั้งภูมิภาค ก็ยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV ร่วมกัน ทั้งระบบบริหารพลังงานของสถานีชาร์จ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ กฎระเบียบรองรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และการขยายสถานีชาร์จความเร็วสูงให้ครอบคลุมมากขึ้น
แต่ที่น่าจับตาคือ แม้ไทยจะมีประสบการณ์และฐานการผลิตรถยนต์มายาวนาน แต่กลับไม่ได้ทิ้งห่างเวียดนามมากนักในสนาม EV ทำให้เห็นเลยว่าความได้เปรียบจากอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันความเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้า
จะขึ้นเป็นฮับ EV ต้องสร้างทั้งระบบนิเวศ
หากไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง EV ของภูมิภาค ยังต้องเร่งพัฒนาอีกหลายด้าน ได้เเก่
อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจของรถ EV
ซอฟต์แวร์และระบบควบคุมยานยนต์
โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
ระบบ Smart Charging และ Vehicle-to-Grid (V2G)
เทคโนโลยี Smart Mobility และระบบบริหารข้อมูล
เพราะการเป็น "ฮับ EV" ต้องมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เทคโนโลยี ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันและเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ ไทยยังต้องร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค เพื่อยกระดับมาตรฐานด้าน EV ให้สอดคล้องกัน ทั้งสถานีชาร์จ การบริหารจัดการพลังงาน ความปลอดภัยไซเบอร์ และกฎระเบียบสำหรับรถยนต์อัตโนมัติ เพื่อให้การผลิต การค้า และการเดินทางและการลงทุนข้ามพรมแดนเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งหากไทยทำสำเร็จ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สร้างงานทักษะสูง ดึงเทคโนโลยีใหม่เข้าประเทศ และต่อยอดเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“นครพนมโมเดล” เดิมพันเศรษฐกิจใหม่ ปั้น “Wellness Hub” แห่งอินโดจีน
การพัฒนาเมืองในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการสร้างอัตลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่สะท้อนจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ หนึ่งในตัวอย่างการผลักดันพื้นที่ที่มีศักยภาพให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภูมิภาค ผ่านแนวคิด "นครพนมโมเดล" เพื่อผลักดันจังหวัดนครพนมให้ก้าวสู่การเป็น “Wellness Hub” ของภูมิภาค

