
ปัจจุบัน ไทยกำลังเดินหน้าสู่ AI-Driven Government หรือการนำ AI เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานและให้บริการประชาชน ซึ่งการนำ AI เข้ามาใช้ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เพียงช่วยงานทั่วๆไป AI แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ จากเดิมที่ค่อยๆ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยงาน ไปสู่การ Redesign กระบวนการทำงานใหม่ โดยมี AI เป็นแกนกลาง
หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญคือการเปิดตัว AI Agentic Chatbot ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามจากข้อมูลที่มีอยู่เหมือนแชทบอททั่วไป แต่สามารถ วางแผน ค้นหา และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาคำตอบสำหรับเรื่องที่ซับซ้อนได้
โดยในระยะแรก จะยังเชื่อมโยงข้อมูลจาก 5 หน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
แนวคิดคือ หากเรื่องที่ประชาชนถามเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ก็ไม่ต้องแยกถามหรือไปติดต่อทีละกรมเหมือนที่ผ่านมา เพราะ AI สามารถ รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน แล้วสรุปเป็นคำตอบเดียว พร้อมแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง
เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของระบบราชการไทย ที่แต่ละหน่วยงานมีฐานข้อมูลของตัวเอง ซึ่งแยกกันอยู่คนละระบบ หรือที่เรียกว่า “Data Silos” ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลทำได้ยาก แม้จะเป็นข้อมูลของประชาชนคนเดียวกันก็ตาม
⚫ เมื่อ AI เข้าถึงข้อมูลสำคัญของประเทศ “Sovereign AI” จึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความสำคัญ?
แน่นอนว่าเมื่อ AI ต้องเข้ามาประมวลผลข้อมูลระดับประเทศ ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ไทยควบคุมเทคโนโลยีและข้อมูลของตัวเองได้มากแค่ไหน เพราะข้อมูลที่ AI ต้องเข้าถึงไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป แต่เป็นข้อมูลสำคัญของประชาชน เช่น ข้อมูลทรัพย์สิน รายได้ ภาษี หรือสิทธิที่เกี่ยวข้องกับรัฐ
ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทต่างชาติทั้งหมด ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงและทำให้ประเทศพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกมากเกินไปหรือไม่
ท่ามกลางความท้าทายนี้ ไทยจึงต้องเร่งวางรากฐานสำคัญอย่าง “Sovereign AI Ecosystem” หรือระบบนิเวศ AI ที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การดูแลข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบประมวลผล เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก
ทำให้ตัวระบบ AI Agentic Chatbot ถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลของไทยอย่าง Pathumma LLM ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. นั่นหมายความว่าข้อมูลของประชาชนและภาครัฐ จะอยู่ภายใต้กฎระเบียบและธรรมาภิบาลของไทย โปร่งใสและตรวจสอบแหล่งอ้างอิงได้
แต่การมี AI ที่พัฒนาและควบคุมได้ภายในประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาระบบภาครัฐเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศด้วยเช่นกัน
โดยปัจจุบันไทยเริ่มผลักดัน Sovereign AI ในระดับประเทศ ผ่านทั้งนโยบายและหน่วยงานสำคัญ ทั้งยุทธศาสตร์ข้อมูลแห่งชาติระยะ 3 ปี และการจัดตั้ง National AI Committee
ขณะเดียวกัน แผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2565 วางเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลาง AI ของอาเซียนภายในปี 2570 ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย บุคลากร และธรรมาภิบาล AI
⚫ “คน” ยังถือเป็นโจทย์ใหญ่?
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือทักษะด้าน AI ของบุคลากรภาครัฐ เพราะการจะก้าวไปสู่ AI-Driven Government ได้ การมีเทคโนโลยีที่พร้อมอย่างเดียวก็อาจไม่พอ เพราะคนคือผู้ที่จะนำ AI ไปใช้เปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐให้เกิดขึ้นจริง
ภาครัฐจึงเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลข้าราชการตามกรอบปี 2566–2570 ครอบคลุม 7 ด้าน ตั้งแต่ความเข้าใจเทคโนโลยี กฎหมายดิจิทัล ภาวะผู้นำ ไปจนถึง Cybersecurity
การขับเคลื่อน AI-Driven Government ภายใต้ Sovereign AI Ecosystem จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มในระบบราชการ แต่คือการเตรียมทั้งระบบให้พร้อมกับการทำงานรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ บุคลากร ข้อมูล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้การทำงานของรัฐคล่องตัว โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและขยายการใช้งานไปยังหน่วยงานต่างๆ ได้ในวงกว้าง ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและเสริมขีดความสามารถของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลสั่งปรับ Meta กว่า 567 ล้านดอลลาร์! เยียวยาผลกระทบเด็ก พร้อมเร่งยกระดับระบบคุ้มครองเยาวชน
ศาลในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ Meta จัดตั้งกองทุนสำหรับการเยียวยาเยาวชนมูลค่า 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานแพลตฟอร์มของบริษัท หลังศาลเห็นว่าบริการโซเชียลมีเดียของบริษัทมีส่วนสำคัญต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนในรัฐ

ศาลสั่งปรับ Meta กว่า 567 ล้านดอลลาร์! เยียวยาผลกระทบเด็ก พร้อมเร่งยกระดับระบบคุ้มครองเยาวชน

