
ตอนนี้ผู้ป่วยโรคไข้ดิน หรือ Melioidosis เพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งมีผู้ป่วยแล้วกว่า 732 ราย และเสียชีวิตกว่า 23 รายทั่วประเทศ จนรัฐบาลออกมาเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังและคอยสังเกตตัวเอง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อย่างผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ เพราะเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลเล็ก หรือการหายใจ จนพัฒนาไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้
ความน่ากลัวคือ โรคนี้ไม่มีลักษณะอาการเฉพาะ
อาการของโรคคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป อย่างมีไข้สูง มีฝีที่ผิวหนัง มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทำให้หลายคนมองข้าม และมารักษาช้า แต่ความรุนแรงของโรค ทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 2 - 3 วัน หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง
ซึ่งการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน อย่างการเพาะเชื้อแบคทีเรียจากเลือด เสมหะ น้ำในปอด หนอง หรือปัสสาวะ ต้องใช้เวลาถึง 3-7 วัน แต่ในบางสถานการณ์ ผู้ป่วยก็ไม่สามารถรอผลได้นานขนาดนั้น
ตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว ด้วยนวัตกรรมจากคนไทย
ทีมวิจัยจากภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนโลยี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาชุดตรวจโรคไข้ดินแบบรวดเร็ว MUTM Melioidosis Antibody Test ที่มีความแม่นยำถึง 95%
มีหน้าตาคล้ายชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ของโควิด ใช้หลักการ immunochromatography ในการแสดงผลที่เป็นขีดเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่ ชุดตรวจ ATK จะตรวจหาแอนติเจนของตัวเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 แต่ MUTM จะตรวจหาแอนติบอดีในเลือด ต่อเชื้อ Burkholderia pseudomallei ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้ดิน
วิธีใช้ก็ง่ายๆ แค่หยดเลือดลงในช่องตรวจ จากนั้นหยดน้ำยาทดสอบ แล้วรอ 10-15 นาที ถ้าขึ้น 2 ขีดสีม่วงชมพู แปลว่าผลเป็นบวก หรือมีการติดเชื้อ แต่ถ้าขึ้นแค่ขีดเดียว แปลว่าผลเป็นลบ คือไม่พบเชื้อ ซึ่งตอนนี้ MUTM Melioidosis Antibody Test ถูกพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้ในทางการแพทย์แล้ว
โดยเปิดให้โรงพยาบาลทั้งรัฐ เอกชน คลินิก และหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศสามารถสั่งซื้อไปใช้งานได้ทันที จากการทำร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัทเอกชน Sierra เพื่อให้รองรับความต้องการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมการแพทย์ไทย ที่ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้เร็วและรู้ผลไวขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในโรคที่อาการไม่ชัดเจนและรุนแรงได้เร็วแบบนี้ การมีเครื่องมือตรวจที่แม่นยำและใช้งานได้รวดเร็ว จึงอาจช่วยลดความสูญเสียได้มากในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สพฉ. เล็งใช้ AI และ Big Data ช่วยรับมือสถานการณ์ให้ดีไปอีกขั้น!
แม้ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ตัวเลขอุบัติเหตุจะเพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งที่สะท้อนพัฒนาการเชิงบวกของระบบสาธารณสุขไทย คือ “ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ” ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ที่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ แม้จำนวนเหตุจะมากขึ้น

