
ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างประเทศทวีความตึงเครียดขึ้น ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศคู่ขัดแย้ง เพราะสงครามยุคใหม่ยังขยายเข้าสู่โลกไซเบอร์ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายข้ามพรมแดนได้
อย่างเหตุการณ์โจมตีระบบตู้แช่ของซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร การแฮกระบบคริปโต ธนาคาร ที่กระทบระบบการเงิน หรือการส่งข้อความเตือนภัยปลอมเพื่อสร้างความสับสนให้ประชาชน แสดงให้เห็นว่าภัยไซเบอร์สามารถกระทบได้ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงชีวิตประจำวัน
แม้ไทยจะอยู่ห่างจากสนามรบ แต่การพึ่งพาระบบดิจิทัลในบริการสำคัญ ทำให้ยังเสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ คำถามคือหากไทยตกเป็นเป้าหมายล่ะจะทำยังไง
หากวันดีคืนดีไทยโดนลูกหลง เราพร้อมรับมือแค่ไหน?
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประชุมหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือหากสงครามขยายวงถึงไทย โดยแบ่งหน้าที่หน่วยงานหลักดังนี้
สมช. : ประเมินสถานการณ์และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กต. และกองทัพอากาศ : เตรียมแผนอพยพคนไทยจากพื้นที่เสี่ยง
กระทรวงพลังงาน : สำรองน้ำมันและหาแหล่งพลังงานทดแทน
กระทรวงเกษตรฯ : ติดตามราคาสินค้าเกษตรและจัดหาแหล่งปุ๋ย
และกรมประชาสัมพันธ์ : เตรียมระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน
แนวทางเหล่านี้ทำให้เห็นว่าไทยเตรียมพร้อมครอบคลุมไปถึงความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชน
“Cybersecurity” อีกหนึ่งแนวรบที่ไทยต้องเตรียมพร้อม
ด้านภัยไซเบอร์ ก็มีสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ทำหน้าที่ ติดตามภัยคุกคามตลอด 24 ชม. และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วน ThaiCERT ก็คอยรับผิดชอบด้านเทคนิค ทั้งการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ แจ้งเตือน และประสานการรับมือเมื่อเกิดเหตุโจมตี
นอกจากนี้ ไทยยังพัฒนาเครือข่าย Sectoral CERT ในภาคส่วนสำคัญ เช่น พลังงาน การเงิน การบิน และสาธารณสุข เพื่อให้แต่ละภาคส่วนตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้ตรงจุด โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตรวจสอบช่องโหว่ และซ้อมแผนรับมือร่วมกัน
สกมช. ยังมีแผนเพิ่มความปลอดภัยให้ระบบคลาวด์ พร้อมนำแนวคิด Zero Trust มาใช้ โดยกำหนดให้ตรวจสอบตัวตนและสิทธิ์ของผู้ใช้งานทุกครั้งก่อนเข้าถึงข้อมูลหรือระบบต่าง ๆ แม้จะเป็นผู้ใช้งานภายในองค์กรก็ตาม
โจทย์ของไทย ป้องกันอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องทำให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ด้วย
แม้ไทยจะมีหน่วยงานและมาตรการรับมือภัยคุกคามหลายด้าน แต่การเตรียมพร้อมยังต้องครอบคลุมทั้งการป้องกัน การรับมือเหตุฉุกเฉิน และการฟื้นฟูระบบสำคัญ เพราะสงครามอาจส่งผลกระทบพร้อมกันทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของประชาชน
สิ่งที่รัฐบาลควรเตรียมจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันภัย การรับมือเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการฟื้นฟูความเสียหาย เพื่อให้ระบบสำคัญของประเทศยังทำงานต่อไปได้แม้เกิดวิกฤต เพราะความพร้อมของประเทศไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคาม แต่ยังรวมถึงการรักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Local Content ไทยโตยาก เพราะอีคอมเมิร์ซไทยติดกับดักแพลตฟอร์ม
ใกล้ถึงเทศกาล 11.11 แอปฯ ช้อปปิงออนไลน์ของหลายคนเต็มไปด้วยโค้ดลดราคา โปรโมชันส่งฟรี และเหรียญคืนเงิน แต่เคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังส่วนลดเหล่านี้ใครเป็นคนจ่ายต้นทุน

