
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ขึ้นเวที Fortinet Accelerate 26 APAC – Thailand Edition แล้วเปิดสถิติที่ทำให้หลายคนต้องหยุดคิด
รหัสผ่านยอดนิยมที่คนไทยใช้มากที่สุดในปี 2026 ยังคงเป็น "123456", "12345678", "1234", "password" และ "admin"
ฟังดูคุ้นหูไหม? เพราะมันคือรหัสเดิมที่ติด Top Charts มาแทบทุกปีทั่วโลก
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคนไม่ได้ตั้งรหัสเหล่านี้เพราะประมาท หากเลือกใช้เพราะจำง่าย สะดวก และคิดว่าตัวเองไม่น่าจะตกเป็นเป้าหมายของใคร
แต่ในความเป็นจริง นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การถูกเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายกว่าที่คิด
ไม่ต้องแฮกระบบ แค่ลองรหัสผ่านก็พอ
สิ่งที่ พล.อ.ต. อมร ชี้ให้เห็นบนเวทีครั้งนี้ คือรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจน
แฮกเกอร์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการเจาะระบบเหมือนในอดีต สิ่งที่ต้องมีอาจเป็นเพียง Username และ Password ที่หลุดรั่วออกมา จากนั้นนำไปทดลองล็อกอินกับบริการออนไลน์ต่างๆ แบบอัตโนมัติ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Credential Stuffing
และเมื่อสามารถเข้าถึงบัญชีใดบัญชีหนึ่งได้ ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การอ่านข้อความส่วนตัว แต่สามารถลุกลามไปถึง Mobile Banking, Cloud Storage, อีเมลองค์กร หรือแม้แต่ระบบภายในบริษัทได้ทันที เพราะผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายบริการ
ที่น่ากังวลคือ ข้อมูลบัญชีเหล่านี้ถูกซื้อขายกันบน Dark Web ในราคาเพียงไม่กี่สิบบาทต่อบัญชีเท่านั้น
ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ตัวรหัสผ่าน” เพียงอย่างเดียว
ข้อมูล Top 20 รหัสผ่านยอดนิยมของคนไทยที่ สกมช. เปิดเผยในครั้งนี้ มีคุณค่าในฐานะภาพสะท้อนของพฤติกรรมดิจิทัลของสังคม มากกว่าจะเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ
รหัสผ่านอย่าง “123456” หรือ “admin” ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้งานขาดความระมัดระวังเสมอไป แต่สะท้อนว่า ระบบและสภาพแวดล้อมดิจิทัลรอบตัวเรา ยังไม่ได้ทำให้ “การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย” เป็นเรื่องที่ง่ายและเข้าถึงได้สำหรับคนทั่วไปมากพอ
ผู้คนจำนวนมากเลือกใช้รหัสผ่านจากสิ่งที่จำง่าย สะดวก และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่เคยเผชิญกับผลกระทบจากภัยไซเบอร์ด้วยตนเอง
ในประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 60 ล้านคน และมีการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องว่างระหว่าง “การเข้าถึงเทคโนโลยี” กับ “การใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย” กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญในระดับประเทศ
สิ่งที่ภาครัฐกำลังผลักดัน
สกมช. ออกคำแนะนำให้ประชาชนและองค์กร :
ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อน ไม่ซ้ำกันในแต่ละบริการ
เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA)
ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ สกมช. ยังแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่าบัญชีของตนเองเคยปรากฏในข้อมูลที่รั่วไหลหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ระดับสากลอย่าง haveibeenpwned.com เพื่อให้สามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและรับมือได้ทันท่วงที
หากพบว่าบัญชีเคยมีข้อมูลรั่วไหล ควรเปลี่ยนรหัสผ่านของบริการนั้นทันที และหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านเดิมกับบริการอื่นต่อไป
แล้วเราควรเริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างไร?
หากอยากเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันทีในวันนี้ สกมช. แนะนำแนวทางพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ได้อย่างมาก ดังนี้
ตั้งรหัสผ่านให้มีความซับซ้อนมากขึ้น
ควรใช้รหัสผ่านที่มีทั้งตัวอักษรพิมพ์เล็ก-ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์ผสมกัน รวมถึงมีความยาวเพียงพอ เพื่อเพิ่มความยากในการคาดเดา
หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านซ้ำในหลายบริการ
เพราะหากบัญชีใดบัญชีหนึ่งรั่วไหล บัญชีอื่นที่ใช้รหัสเดียวกันก็อาจถูกเข้าถึงได้ตามไปด้วย
เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA)
หรือการยืนยันตัวตนแบบสองชั้นทุกครั้งที่ระบบรองรับ เพื่อเพิ่มอีกหนึ่งชั้นความปลอดภัยให้กับบัญชีของคุณ
โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในวันนี้ คือรูปแบบของความเสี่ยงบนโลกดิจิทัล ที่ซับซ้อนและใกล้ตัวมากขึ้นกว่าที่เคย
ลองนึกภาพง่ายๆ ถ้าวันนี้มีคนเข้าถึงอีเมลของเราได้ เขาไม่ได้เห็นแค่ข้อความ แต่เห็น บัญชีธนาคาร, บัญชีโซเชียลที่ผูกกับธุรกิจ, ไฟล์งานบน Cloud, และลิงก์รีเซ็ตรหัสผ่านของทุกบริการที่เราใช้อยู่
สกมช. ระบุว่าบัญชีที่รั่วไหลบางส่วนถูกซื้อขายบน Dark Web ในราคาไม่กี่สิบบาท แต่ความเสียหายที่ตามมาอาจมากกว่านั้นหลายเท่า ตั้งแต่การสวมรอยตัวตน ยึดบัญชีโซเชียล หลอกลวงคนใกล้ชิด ไปจนถึงการใช้บัญชีนั้นเป็นประตูเข้าสู่ระบบองค์กร
ในยุคที่ทุกบริการเชื่อมถึงกัน รหัสผ่านหนึ่งชุดจึงไม่ได้ปกป้องแค่หนึ่งบัญชี แต่ปกป้องทุกอย่างที่อยู่เบื้องหลัง และเมื่อเทคโนโลยีในมือผู้ไม่หวังดีก็พัฒนาไม่หยุด สิ่งที่เคย "ปลอดภัยพอ" อาจไม่พอสำหรับวันนี้อีกแล้ว
การรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองบนโลกออนไลน์ จึงไม่ใช่เรื่องของคนสายเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรมีในยุคที่ชีวิตประจำวันเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแทบตลอดเวลา
ที่มา : งาน Fortinet Accelerate 26 APAC – Thailand Edition
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กทม. จับมือ ศธ. ดันระบบ Traffy Fondue เข้าโรงเรียนสังกัด สพฐ. รับแจ้งปัญหาผ่านระบบดิจิทัล
กรุงเทพมหานคร ร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ เดินขับเคลื่อนโครงการนำร่อง (Sandbox) การใช้งานระบบ "Traffy Fondue" ไปยังโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพื้นที่กรุงเทพฯ


