
ช่วงนี้กระแสความกังวลเรื่อง AI ที่พัฒนาเร็วเกินกว่าระบบความปลอดภัยจะตามทัน กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีเพียงกลุ่มนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
เพราะแม้แต่คนในวงการ AI อย่าง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic รวมถึงผู้บริหารจาก OpenAI และ Google DeepMind ที่เสนอให้ทุกฝ่ายชะลอการพัฒนา AI รุ่นที่มีความสามารถสูงลงบ้าง
ซึ่งคำว่า "ชะลอ" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าให้เลิกวิจัย แต่เป็นการเปิดเวลาให้ระบบความปลอดภัยและการกำกับดูแลพัฒนาให้ทันกับเทคโนโลยี เพราะตอนนี้เทคโนโลยีกำลังฉลาดขึ้นเร็วจนกฎหมายและระบบความปลอดภัยเริ่มตามไม่ทัน
อะไรเป็นเหตุผลที่แม้แต่ผู้สร้าง AI เองยังเริ่มกลัว AI?
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่อง AI จะมาแย่งงานมนุษย์ แต่เป็นความเสี่ยงที่เมื่อ AI พัฒนาจนมีความสามารถและความเป็นอิสระมากขึ้น เช่น
AI อาจพัฒนาตัวเองได้ : หาก AI เข้ามาช่วยเขียนโค้ดและพัฒนา AI รุ่นถัดไปมากขึ้น ก็อาจนำไปสู่ Recursive Self-Improvement ที่ความสามารถของระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ก็ตาม
อาจทำงานเกินขอบเขตที่กำหนด : เมื่่อ AI คิด วางแผน และลงมือทำงานเองได้มากขึ้น ความเสี่ยงในการควบคุมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างเหตุการณ์การทดสอบของ OpenAI และ Google ล่าสุด ที่ AI Agent เข้าถึงระบบที่อยู่นอกขอบเขตที่กำหนดไว้ได้
อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด : AI ขั้นสูงสามารถถูกนำไปใช้สร้างอาวุธไซเบอร์ เจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมือง หรือสร้างข้อมูลเท็จปั่นหัวคนทั้งโลกได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ควบคุมได้ยากขึ้น : เมื่อ AI สามารถทำงานเองต่อเนื่องและใช้เครื่องมือต่างๆ ได้มากขึ้น มนุษย์ก็อาจตรวจสอบหรือหยุดการทำงานได้ยากขึ้น ทำให้ต้องมีระบบที่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้เมื่อเกิดปัญหา
แล้วถ้าเบรกจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น?
การชะลอการพัฒนา AI นั้นอาจฟังดูสมเหตุสมผล แต่ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก โดยนักวิจัยจาก Carnegie Endowment for International Peace สถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มองว่า แม้การชะลอการพัฒนา AI จะช่วยเปิดเวลาให้บริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่รัฐบาล ได้เรียนรู้ความเสี่ยง เพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัย และวางกติกากำกับดูแลให้ตามทันเทคโนโลยีมากขึ้น
แต่ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เพราะการชะลอก็มีต้นทุน ด้วยความที่ AI กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กับจีนไปแล้ว โดยทั้งสองประเทศมองว่า AI มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงพยายามเร่งสร้างความได้เปรียบของตัวเอง
มุมมองนี้ยิ่งเห็นได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เมื่อ Donald Trump ประกาศว่าจะจัดตั้ง AI Force และแต่งตั้ง AI czar พร้อมมองว่ามอง AI เป็นขีดความสามารถสำคัญของประเทศ ที่แม้รายละเอียดของโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ก็สะท้อนว่าแรงผลักให้สหรัฐฯ เดินหน้าด้าน AI ยังมีอยู่สูง การชะลอการพัฒนาอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าที่คิด
ท้ายที่สุด ทางออกอาจไม่ใช่การเลือกว่าจะหยุดหรือเดินหน้า AI แบบสุดทาง แต่คือการกำหนดว่าระบบที่มีความสามารถสูงนั้นควรผ่านการทดสอบและมีมาตรการความปลอดภัยในระดับใด ก่อนนำไปใช้งานจริง พร้อมวางกติกาที่ช่วยให้การแข่งขันยังเดินต่อได้ โดยไม่ปล่อยให้การพัฒนาของเทคโนโลยีไปเร็วกว่าความสามารถในการควบคุมความเสี่ยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐดัน “มหาวิทยาลัยน่าน” สู่ Innovation Sandbox University เตรียมชงร่าง พ.ร.บ. เข้า ครม.
รัฐบาลเตรียมนำร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยน่าน เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อปรับมหาวิทยาลัยน่านให้เป็น Innovation Sandbox University และเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรในพื้นที่

รัฐดัน “มหาวิทยาลัยน่าน” สู่ Innovation Sandbox University เตรียมชงร่าง พ.ร.บ. เข้า ครม.

