
ปัจจุบัน จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการแข่งขันสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทำให้บริษัทต่างๆ ในจีน ต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็วมาแข่งขันทางด้านราคา และออกนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อแย่งชิงผู้บริโภค
แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และกำลังการผลิตเหนือกว่าย่อมมีโอกาสขยายตลาดสูงกว่า จนผู้เล่นรายเล็กไม่สามารถแข่งขันต่อได้ และถูกบริษัทใหญ่กว่ากลืนไป หรือต้องปิดตัวลง เป็นการแข่งขันแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก
แต่การแข่งขันลักษณะนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะการที่บริษัทใหญ่มีอำนาจในตลาดมากขึ้น แรงกดดันที่เคยบีบให้ต้องพัฒนาตัวเองก็อาจลดลงตามไปด้วย เพราะผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่น และคู่แข่งก็สร้างแรงกดดันได้ไม่มากพอ หลายบริษัทจึงเน้นการขยายตลาดมากกว่าการพัฒนา นวัตกรรมของตนเอง
รัฐบาลจีนจึงเล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงนำแนวคิดอย่าง “ทฤษฎีปลาดุก” (Catfish Effect) ซึ่งเป็นจิตวิทยาทางเศรษฐศาสตร์ มาสร้างแรงกระตุ้นให้ตลาดเกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยมุ่งสร้างแรงกดดันให้ผู้เล่นรายเดิมต้องปรับตัวอยู่เสมอ เมื่อมีคู่แข่งรายใหญ่กว่าเข้ามาท้าทาย ผู้ผลิตรายใหญ่ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบใหม่ๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แทนที่จะพึ่งพาความสำเร็จเดิมของตนเองเพียงอย่างเดียว
ยิ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การรักษาการแข่งขันยิ่งสำคัญ เพราะการเป็นผู้นำตลาดในวันนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถเจาะตลาดโลกได้ หากไม่มีแรงผลักดันให้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
“ทฤษฎีปลาดุก” เมื่อจีนเปิดประตูให้ Tesla เข้ามาเขย่าตลาด
จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเปิดทางให้ Tesla เข้ามาตั้งโรงงานในปี 2019 และเป็นโรงงานต่างชาติแห่งแรกในจีนที่สามารถถือหุ้นได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น
ซึ่งเป็นดั่งแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตจีนต้องพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ออกแบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น แรงกดดันไม่ได้อยู่แค่การขายรถให้ได้มากกว่า แต่ยังครอบคลุมถึงการลดต้นทุน การพัฒนาแบตเตอรี่ การเพิ่มฟังก์ชันอัจฉริยะ และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ทันความต้องการของตลาดด้วย
อีกด้านหนึ่ง โรงงาน Tesla ยังจำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในจีน โดย Reuters รายงานว่ารถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานเซี่ยงไฮ้ ใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศมากกว่า 95% ผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์กว่า 400 ราย และมีซัพพลายเออร์มากกว่า 60 รายที่ส่งชิ้นส่วนให้โรงงาน Tesla ในประเทศอื่นด้วย
การเปิดรับบริษัทต่างชาติจึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มคู่แข่งในตลาด แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลกด้วย
จากปลาดุกสู่ “ผู้ถูกไล่ล่า” เมื่อผู้ผลิตจีนเริ่มแซงหน้า Tesla
หลัง Tesla เข้ามาตั้งฐานการผลิตในจีน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าของจีนแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง BYD, Geely, Xiaomi และผู้ผลิตรายอื่นที่แข่งขันกันด้วยราคา เทคโนโลยี และความเร็วในการพัฒนารถรุ่นใหม่
ข้อมูลยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในจีนเดือน ก.ค. 2026 จากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจีน (CPCA) ซึ่งรายงานโดย CnEVPost ระบุว่า BYD ครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก 23.5% ขณะที่ Tesla ไม่ติดอันดับ 10 แบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดในเดือนนั้น
เมื่อพิจารณายอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปี BYD มียอดขายรถยนต์ NEV ในจีน 1.21 ล้านคัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 21.4% ส่วน Tesla มียอดขายประมาณ 266,000 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 4.7%
ตัวเลขแสดงให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างผู้ผลิตจีนกับ Tesla ในตลาด NEV ซึ่งการแข่งขันก็ไม่ได้มีเพียง BYD ที่กำลังเติบโต ผู้ผลิตอย่าง Geely, Leapmotor และ Xiaomi ต่างเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดเช่นกัน ซึ่งการที่ Tesla ต้องเผชิญกับคู่แข่งท้องถิ่นหลายรายทำให้บริษัทไม่สามารถพึ่งพาความได้เปรียบเหมือนในช่วงแรกได้ตลอดไป
แต่ความสำเร็จของผู้ผลิตจีนไม่ได้เกิดจาก Tesla เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการลงทุนด้านแบตเตอรี่ การสนับสนุนอุตสาหกรรมของรัฐบาลจีน ขนาดตลาดภายในประเทศ และการแข่งขันระหว่างบริษัทจีนด้วยกันเอง
ตลาดที่ดี ไม่ใช่แค่มีผู้ชนะ แต่ต้องมี “การแข่งขัน”
กรณีของ Tesla ในจีนทำให้เกิดคำถามทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจว่า ประเทศหนึ่งควรทำอย่างไรเพื่อรักษาการแข่งขันให้ดำเนินต่อไปได้ เพราะเมื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่งมีความได้เปรียบและครองส่วนแบ่งตลาดจำนวนมาก รัฐบาลก็ต้องหาวิธีรักษาแรงกดดันให้ผู้ผลิตรายต่าง ๆ ยังคงพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
การเปิดรับคู่แข่งจากภายนอกอาจเป็นหนึ่งในวิธีสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตในประเทศพัฒนาตัวเอง แต่การมีบริษัทต่างชาติเข้ามาไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะมีการแข่งขันที่เป็นธรรมเสมอไป
เพราะสิ่งสำคัญยังอยู่ที่การวางกติกาตลาดให้เอื้อต่อการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันได้ เพราะเมื่อตลาดมีการแข่งขันอย่างเหมาะสม บริษัทต่าง ๆ จะมีแรงจูงใจในการพัฒนาสินค้าและสร้างนวัตกรรมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น และมีโอกาสเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เหมาะสม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ Binance โดนแฮก 2 แสนล้าน อนาคตการเงินดิจิทัลยังปลอดภัยไหม?
กรณี Binance แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของโลก ถูกโจมตีทางไซเบอร์จนเกิดความเสียหายราว 6.3–6.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สะเทือนอุตสาหกรรมคริปโต

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ Binance โดนแฮก 2 แสนล้าน อนาคตการเงินดิจิทัลยังปลอดภัยไหม?

เหลือจะเชื่อ! เมื่อ AI พลิกวิธีสืบสวน ช่วยตามรอยงานศิลปะที่ถูกขโมยไปนานกว่า 20 ปี
