
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น Data Center จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทย การลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือจะต้องเป็นฝ่ายรับภาระด้านพลังงานและทรัพยากรในระยะยาว?
ทำไมไทยถึงกลายเป็น "บ้านหลังใหม่" ของ Data Center ในอาเซียน?
เดิมที สิงคโปร์ เคยครองตำแหน่งศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มควบคุมการเติบโตและเพิ่มเงื่อนไขเกณฑ์วัดประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดขึ้น นักลงทุนจึงต้องมองหาพื้นที่ใหม่ และไทยก็เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ
อีกปัจจัยหนึ่งคือ มาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ทำให้ในปี 2025 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมถึง 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท และช่วงต้นปี 2026 BOI ยังอนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่าประมาณ 96,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน Data Center อย่างมาก
โอกาสทางเศรษฐกิจ = สร้าง "Super Highway" รองรับโลก AI
การมี Data Center ในประเทศเปรียบเสมือนการสร้าง “Super Highway” ให้เศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยให้การรับส่งและประมวลผลข้อมูลรวดเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลในต่างประเทศ จึงเหมาะกับบริการที่ต้องตอบสนองทันที เช่น AI การแพทย์ดิจิทัล รถยนต์ไร้คนขับ การซื้อขายหุ้น และเกมออนไลน์
นอกจากนี้ เมื่อมีผู้ให้บริการเข้ามาในตลาดมากขึ้น การแข่งขันก็มีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการไทย พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจไทย และเปิดทางให้เกิดบริการดิจิทัลใหม่ ๆ คล้ายกับช่วงที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจออนไลน์เติบโต แต่ถึงอย่างนั้น การที่ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการในประเทศสามารถเข้าถึง Data Center และนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไปต่อยอดธุรกิจได้จริง
ความเสี่ยงทางทรัพยากร ต้นทุนมหาศาลที่ต้องแลก?
Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ซึ่งใช้ GPU จำนวนมากและต้องจัดการความร้อนสูง ทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล โดย Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ อาจใช้ไฟฟ้าประมาณ 1,140 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าของประชาชนราว 1.33 ล้านคน
ปัจจุบัน กฟภ. ระบุว่า มีโครงการ Data Center ยื่นขอใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 26,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ข้อจำกัดด้านระบบสายส่งของไทยรองรับได้ประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดสรรไฟฟ้าให้เพียงพอกับการลงทุนที่กำลังเข้ามา
แม้ กกพ. จะเตรียมกำหนดหลักเกณฑ์กำกับการจัดหาและจำหน่ายไฟฟ้าให้ Data Center ซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่กลุ่มใหม่ โดยเปิดทางเลือกทั้งการซื้อไฟฟ้าจาก Grid ไฟฟ้าสีเขียว Direct PPA และการผลิตไฟฟ้าใช้เองในอนาคต แต่การมีทางเลือกด้านพลังงานก็ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะพร้อมรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้ทันที
ปัจจุบันมีโครงการ Data Center ที่ผ่านการอนุมัติจาก BOI แล้ว 57 โครงการ หากเปิดใช้งานเต็มกำลังจะต้องใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 5,160 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการทั้งหมดที่อยู่ในแผนอาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 29,665.9 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ EEC ซึ่งอาจเกินขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้าในบางพื้นที่
ภาครัฐจึงอาจต้องลงทุนขยายสถานีไฟฟ้า ระบบสายส่ง และกำลังผลิตเพิ่มเติม ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า หากต้นทุนเหล่านี้ถูกผลักเข้าสู่ค่าไฟฟ้าหรือค่า Ft ที่ประชาชนอาจต้องร่วมแบกรับภาระในระยะยาวด้วยหรือเปล่า
ส่วนด้านการใช้น้ำ Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ อาจใช้น้ำประมาณ 2,550 ล้านลิตรต่อปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของประชาชนราว 35,000 คน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และชุมชนต้องใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเพียงพอของทรัพยากร
ดังนั้น การพิจารณาโครงการ Data Center จึงต้องมองให้รอบด้าน และคำนึงถึงความพร้อมของไฟฟ้าและน้ำ ต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย
ความเสี่ยงของ “Data Center 0 เหรียญ”
แม้ Data Center จะมีมูลค่าการลงทุนสูง แต่อุปกรณ์สำคัญ เช่น Server, GPU และระบบทำความเย็น ส่วนใหญ่ก็ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่การจ้างงานหลังการก่อสร้างอาจมีจำนวนไม่มากนัก
หากโครงการพึ่งพาเทคโนโลยี บุคลากร และบริการจากต่างประเทศเป็นหลัก ไทยอาจได้เพียงสถานที่ตั้งและตัวเลขการลงทุนที่ดูดี แต่เงินกลับไม่ได้หมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ประเทศยังต้องแบกรับภาระด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม
นี่คือความเสี่ยงของภาวะ “Data Center 0 เหรียญ” หรือการที่ Data Center ตั้งอยู่ในไทย แต่สร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ยุทธศาสตร์ป้องกัน Data Center 0 เหรียญ
1. ปรับกฎหมายและรักษาอธิปไตยทางดิจิทัล : การมี Data Center ตั้งอยู่ในประเทศ ไม่ได้หมายความว่าไทยจะสามารถควบคุมข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ กฎหมายจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บ ประมวลผล ถ่ายโอน ไปจนถึงการทำลายข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลภาครัฐ สุขภาพ การเงิน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อประเทศ
นอกจากนี้ ต้องมีมาตรฐาน Cybersecurity และกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ให้การลงทุนจากต่างชาตินำไปสู่การสูญเสียอำนาจในการกำกับดูแลข้อมูลของไทย
2. เพิ่มมูลค่าและสร้างห่วงโซ่ธุรกิจในประเทศ : โครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมควรมีสัดส่วนการใช้บริการ ผู้รับเหมา และแรงงานไทยอย่างเหมาะสม พร้อมผูกสิทธิประโยชน์กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในประเทศ นโยบาย Local Content จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่งานก่อสร้าง แต่ต้องครอบคลุมงานทักษะสูง เช่น วิศวกรรมระบบ Cloud, Network และ Cybersecurity รวมถึงเปิดโอกาสให้ธุรกิจเทคโนโลยีไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมนี้
เป้าหมายของไทยจึงไม่ใช่การดึง Data Center เข้ามาให้ได้มากที่สุด แต่คือการคัดเลือกโครงการที่ช่วยยกระดับศักยภาพคนไทย สร้างธุรกิจใหม่ และทำให้เงินลงทุนหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
3. เคารพกฎหมายเจ้าของประเทศ และสร้างประโยชน์ร่วมกัน : ต้องเคารพกฎหมาย กฎระเบียบ และสิทธิของประเทศเจ้าบ้าน การลงทุนไม่ควรเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงกติกา ใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของพื้นที่ หรือสร้างผลกระทบให้ประชาชนต้องรับภาระแทน
สำหรับ Data Center เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การเข้ามาลงทุนจึงต้องอยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด
ในทางกลับกัน ประเทศที่เปิดรับการลงทุนก็ควรมีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกับผู้ประกอบการทุกราย ไม่ว่าจะเป็นทุนไทยหรือทุนต่างชาติ
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึง Data Center เข้ามาให้ได้มากที่สุด แต่คือการคัดเลือกโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างแท้จริง
หากมีกติกาที่ชัดเจนและเป็นธรรม ทั้งเรื่องต้นทุน การใช้ทรัพยากร ความปลอดภัยของข้อมูล และการเชื่อมโยงการลงทุนกับธุรกิจไทย Data Center ก็จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างแท้จริง
แต่หากเร่งรับการลงทุนโดยไม่มีระบบคัดกรองที่เหมาะสม ไทยอาจได้ประโยชน์จากการเติบโตเพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับต้องแบกรับภาระด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างความคุ้มค่าให้ประเทศได้จริง หรือสุดท้ายแล้วไทยจะเป็นฝ่ายรับภาระมากกว่าผลประโยชน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐเร่งวางระบบกลางสกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูล–แจ้งเหตุ–ติดตามเงิน–อายัดในระบบเดียว
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการป้องกันและติดตามเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ หลังพบว่ามิจฉาชีพสามารถเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างรวดเร็วและซับซ้อน


