
ระบบสอบเข้ารับราชการ กำลังเผชิญปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของการคัดเลือกคนเข้าระบบราชการโดยตรง หลังสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการทุจริตในการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไป หรือ “ภาค ก.” ตั้งแต่ปี 59 จนถึงปัจจุบันรวมกว่า 114 กรณี โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการ “สวมตัวสอบ” หรือให้คนอื่นเข้าสอบแทนผู้สมัครจริง
อีกปัญหาคือข้อมูลประวัติการทุจริตของผู้สมัครจากแต่ละหน่วยงานยังไม่ได้เชื่อมโยงกัน ทำให้เมื่อคนที่เคยทุจริตสอบกับหน่วยงานหนึ่งไปสมัครสอบกับอีกหน่วยงาน หน่วยงานใหม่อาจไม่รู้ประวัติเดิม จึงไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตได้
ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ?
ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเพียงความเป็นธรรมในการสอบ หากแต่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของกระบวนการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐด้วย เพราะหากการสอบมีช่องโหว่ ก็อาจทำให้การคัดเลือกคนเข้าทำงานไม่มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกัน การทำให้กระบวนการสอบมีมาตรฐานและตรวจสอบได้มากขึ้น ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่สนใจเข้ารับราชการไปในตัว
ยกระดับมาตรฐานกลาง สกัดการทุจริตสอบ
เพื่อปิดช่องโหว่การทุจริต และยกระดับมาตรฐานการสอบเข้ารับราชการ รัฐบาลและสำนักงาน ก.พ. จึงเตรียมออกมาตรการป้องกันการทุจริต โดยยึดหลัก “Zero Tolerance” หรือไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ ผ่านกลไก 3 หลัก คือ
ลงโทษทางวินัย พร้อมติด Blacklist กลาง
สำหรับมาตรการลงโทษ หากตรวจพบว่าข้าราชการที่บรรจุแล้วเคยทุจริตในการสอบ จะถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงและมีโทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการ ส่วนกรณีที่ตรวจพบก่อนบรรจุ ผู้มีอำนาจสามารถสั่งให้ออกจากกระบวนการบรรจุตามระเบียบที่เกี่ยวข้องได้
พร้อมจัดทำ ฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริต (Blacklist) โดยรวบรวมรายชื่อจากองค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกประเภทและเชื่อมโยงผ่านสำนักงาน ก.พ. เพื่อใช้ตรวจสอบและตัดสิทธิ์ผู้ที่เคยทุจริต ไม่ให้กลับมาสมัครสอบในหน่วยงานรัฐได้อีกตลอดชีวิต
ยกระดับการป้องกันด้วยกฎ เทคโนโลยี และกฎหมาย 3 ระยะ
รัฐบาลวางแนวทางแก้ปัญหาไว้ 3 ระยะ เริ่มจากระยะสั้น ภายใน 1 ปี จะจัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานด้านวินัยให้ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานทั่วประเทศใช้แนวทางเดียวกัน
จากนั้นในระยะกลาง ภายใน 3 ปี จะทยอยเปลี่ยนการสอบจากระบบกระดาษและปากกาไปสู่ e-Exam เต็มรูปแบบ เพื่อลดช่องว่างในการควบคุมและตรวจสอบกระบวนการสอบ
ส่วนระยะยาว ภายใน 5 ปี จะผลักดันกฎหมายเฉพาะสำหรับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้เข้าสอบแทน ผู้ว่าจ้าง ผู้ช่วยอำนวยความสะดวก ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วม
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ก.พ. ก็ได้เริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนแล้ว ทั้งการตรวจสอบรูปถ่ายเชิงลึกและการพิมพ์รูปหน้าผู้สมัครลงบนกระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการสวมตัวสอบตั้งแต่ก่อนเข้าห้องสอบ
ทุจริตสอบ นอกจากถูกไล่ออก อาจต้องคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมด
อีกมาตรการที่เสนอคือ หากมาพบว่าคนที่เข้ารับราชการโกงสอบหลังจากเข้ามาทำงานแล้ว รัฐสามารถเรียกเงินเดือน ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับคืนได้ หรือที่เรียกว่า Clawback เพราะปัจจุบันหากพบว่ามีการทุจริต ผู้กระทำผิดอาจถูกให้ออกจากราชการ แต่เงินที่ได้รับไปก่อนหน้านั้นไม่ได้ถูกเรียกคืนทั้งหมด ซึ่งหากมาตรการนี้มีผล คนที่โกงสอบแล้วได้เข้ารับราชการก็อาจต้องคืนเงินและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับระหว่างทำงานราชการด้วย
เรื่องนี้ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะแม้คนที่โกงสอบจะมีเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับข้าราชการส่วนใหญ่ที่สอบเข้ามาอย่างสุจริต แต่เมื่อเกิดกรณีทุจริตขึ้น ก็อาจทำให้คนที่ตั้งใจสอบรู้สึกว่าระบบยังไม่เป็นธรรมได้
สำนักงาน ก.พ. จึงได้รับมอบหมายให้ประสานกับสมาคมและองค์กรข้าราชการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสอบ และให้คนที่สอบเข้ารับราชการด้วยความสามารถของตัวเองมั่นใจว่า ความพยายามของพวกเขาจะไม่ถูกลดคุณค่าจากการทุจริต
ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ทั้งหมดสำเร็จ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการคัดเลือกคนเข้าสู่ภาครัฐ และลดข้อกังขาของสังคมต่อการสอบ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบราชการและการทำงานของภาครัฐ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐเร่งวางระบบกลางสกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูล–แจ้งเหตุ–ติดตามเงิน–อายัดในระบบเดียว
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการป้องกันและติดตามเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ หลังพบว่ามิจฉาชีพสามารถเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างรวดเร็วและซับซ้อน


