
ช่วงนี้หลายคนอาจเห็นข่าวเตือนภัยเกี่ยวกับซีรีส์แนวตั้ง ที่มิจฉาชีพใช้หลอกให้คนคลิกลิงก์ ป้อนข้อมูล หรือถูกดูดเงินโดยไม่ทันรู้ตัว โดยมิจฉาชีพมักเริ่มจากทำซีรีส์ให้คนดูอิน และทำให้อยากรู้ตอนต่อไปก็จะทิ้งลิงก์ไว้ใต้คอมเมนต์ เมื่อกดเข้าไป บางคนจะถูกพาไปเจอเว็บพนันหรือแบบฟอร์มที่ขอข้อมูลส่วนตัวอย่างชื่อ เบอร์โทร หรืออีเมล ยิ่งกรอกมาก ยิ่งเสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย จากนั้นอาจมีข้อความหลอกให้โอนเงินเพื่อยืนยันตัวตนหรือถอนรางวัล แต่สุดท้ายถอนเงินไม่ได้จริง ซึ่งนี่เป็นกลโกงแบบเดียวกับที่ตำรวจไซเบอร์เคยเตือน
อีกวิธีคือการหลอกให้โหลดแอปฯดูซีรีส์ฟรีจากลิงก์นอก Play Store หรือ App Store ซึ่งเป็นแอปฯเถื่อน พอติดตั้งแล้ว จะขอสิทธิ์เข้าถึงเครื่อง เพื่อดูดข้อมูลหรือควบคุมมือถือ และโอนเงินออกจากบัญชีจนหมดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทางเพจสภาองค์กรผู้บริโภคไทย ก็ได้ออกมาเตือนถึงภัยรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น
เจาะเหตุผลว่าทำไมซีรีส์แนวตั้ง ถึงเป็นมุขใหม่ที่มิจฉาชีพเลือกใช้ในยุคนี้
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ซีรีส์แนวตั้ง” หรือ Vertical Short Drama กลายเป็นคอนเทนต์ยอดฮิตบนโซเชียลมีเดีย เพราะรูปแบบนี้เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานของคนทั่วไปที่ส่วนใหญ่เล่นโซเชียลผ่านมือถืออยู่แล้ว สอดคล้องกับรูปแบบแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok ที่ออกแบบมาให้ไถดูคลิปแนวตั้งได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องหมุนจอ แค่เลื่อนก็ดูได้ทันที
ด้วยเนื้อเรื่องที่สั้น กระชับ ดึงอารมณ์คนดูได้ดี และมักทิ้งปมไว้ท้ายตอน จึงยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ นี่คือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Zeigarnik Effect ที่อธิบายว่า สมองมนุษย์จะจดจ่อกับเรื่องที่ยังไม่จบมากกว่าเรื่องที่จบไปแล้ว พอคลิปจบแบบค้างคา สมองจะกระตุ้นให้เราอยากดูต่อทันที ก่อนที่จะคิดไตร่ตรองหรือวิจารณ์เนื้อหา ทำให้วิดีโอแนวตั้งดึงความสนใจได้ง่ายมาก
การดูวิดีโอสั้นต่อเนื่อง อาจทำให้ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจและการคิดก่อนตัดสินใจลดลง คนดูจึงมักทำตามอารมณ์หรือแรงกระตุ้นมากกว่าคิดถึงผลหรือความเสี่ยง คำว่า “ดูต่อ” หรือ “ปลดล็อกตอนถัดไป” เลยไม่ถูกมองว่าอันตราย แต่กลายเป็นเรื่องปกติของการเสพคอนเทนต์ไปแล้ว จนยิ่งเห็นบ่อย คนก็ยิ่งชินและระวังตัวน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
นี่แหละคือช่องทางที่มิจฉาชีพมองเห็นในการหลอกเหยื่อ เพราะเมื่อผู้ใช้กำลังอินกับเนื้อหา มิจฉาชีพจะใช้ความอยากรู้เป็นตัวนำผู้ชมออกจากแพลตฟอร์มด้วยการแฝงลิงก์ภายนอกที่ออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลหรือทรัพย์สินผู้ใช้โดยเฉพาะ เพราะเมื่อคนดูทุ่มทั้งเวลา ความรู้สึก และความคาดหวังลงไปแล้ว กลไกที่เรียกว่า Sunk Cost Fallacy หรืออาการ “เสียดายสิ่งที่ลงทุนไป” จะเริ่มทำงาน หลายคนจึงเลือกทำตามเพื่อดูเนื้อหานั้นต่อ แม้จะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นอาจไม่คุ้มหรืออาจตัดสินใจพลาดไป
แม้ซีรีส์แนวตั้งจะถูกมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซีรีส์แนวตั้งจะอันตรายทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วรูปแบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ดูง่าย ใช้เวลาสั้น และยังเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์รายเล็กเล่าเรื่องได้โดยไม่ต้องใช้ทุนสูง อีกทั้งยังมีหลายแพลตฟอร์มและผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ทำซีรีส์แนวตั้งอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์
แล้วจะดูซีรีส์แนวตั้งอย่างไรให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ?
ควรหลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบ URL ให้แน่ใจว่าเป็นเว็บจริงของบริษัทหรือหน่วยงานโดยตรง หากพบว่าแอปฯขอสิทธิ์เข้าถึงการทำงานของเครื่องหรือขอดูหน้าจอ ควรกดปฏิเสธและลบทิ้งทันที นอกจากนี้ควรเปิดระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) สำหรับบัญชีออนไลน์และอีเมล เลี่ยงการดาวน์โหลดแอปฯนอก App Store หรือ Play Store และอย่ากดไฟล์ APK หรือลิงก์จาก SMS หรือ LINE
แม้จะอ้างว่าให้ดูซีรีส์ฟรี หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าถูกหลอก ควรรีบแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบและป้องกันความเสียหาย ทั้งหมดนี้สะท้อนกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพในยุคที่การหลอกลวงย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์เป็นหลัก แม้วิธีเก่าอย่าง SMS หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังไม่หายไป แต่การใช้คอนเทนต์บันเทิงมาเป็นฉากบังหน้า ทำให้เข้าถึงเหยื่อได้แนบเนียนกว่าที่ผ่านมา
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สเปนประกาศเตรียมห้ามเด็กใช้โซเชียล พร้อมเอาผิดผู้บริหารหากปล่อยเนื้อหาผิดกฎหมาย
รัฐบาลสเปนประกาศแผนมาตรการเข้มงวดควบคุมโซเชียลมีเดีย โดยจะเสนอร่างกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย


