
เมื่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่ลงตัว ก็เกิดความกังวลมากมายให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะแถบเอเชีย ที่ดูเหมือนสงครามจะดูไกลตัว แต่ถ้าความขัดแย้งยืดเยื้อไปกว่านี้ จุดตึงเครียดต่อไปอาจเป็น “ช่องแคบมะละกา” หนึ่งในคอขวดสำคัญของระบบพลังงานและการค้าโลก
จากฮอร์มุซถึงมะละกา : ทำไมช่องแคบนี้ถูกจับตาเป็นจุดเสี่ยงถัดไปของสงคราม?
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สงครามและการปิดกั้นการเดินเรือในช่วงที่ผ่านมาสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่ต่อการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ราว 20% ของการไหลเวียนพลังงานโลก
ขณะที่สหรัฐฯ ก็ประกาศบังคับใช้มาตรการปิดล้อมเรือที่เข้าออกท่าเรืออิหร่านที่หวังเพิ่มแรงกดดันจากสถานการณ์เดิม เลยเป็นเหตุให้หลายคนออกมาตีความกันว่า ‘ช่องแคบมะละกา’ อาจถูกดึงเข้าสู่เกมสงครามนี้ได้ในอนาคต
เพราะช่องแคบนี้ คือทางผ่านหลักที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับเอเชียตะวันออก และเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและก๊าซที่วิ่งจากตะวันออกกลางไปยังจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ซึ่งข้อมูลของ U.S. Energy Information Administration ก็ระบุชัดว่า ช่องแคบมะละกาเป็นหนึ่งใน Chokepoint ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และยังเป็น Chokepoint หลักของเอเชีย
เล่าให้เห็นภาพง่าย ๆ ถ้าฮอร์มุซคือ “ก๊อกน้ำต้นทาง” ของพลังงานจากตะวันออกกลาง มะละกาก็คือ “คอขวดกลางทาง” ที่พลังงานเหล่านั้นต้องไหลผ่านก่อนถึงปลายทางในเอเชียนั่นเอง
การเยือนสหรัฐฯ ของอินโดนีเซีย อาจทำให้เรื่องนี้ยิ่งชัดขึ้น
การเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ กับอินโดนีเซีย ที่ประกาศจัดตั้งความร่วมมือด้านกลาโหมระดับ “Major Defense Cooperation Partnership” อย่างเป็นทางการ เป็นประเด็นร้อนชวนเอเชียขนหัวลุก
เพราะเอกสารนั้นระบุถึงการยกระดับความร่วมมือทางทหาร การสร้างขีดความสามารถ การศึกษา และฝึกอบรมทางทหาร รวมถึงการฝึกหน่วยรบพิเศษร่วมกันระหว่างสองประเทศ ที่ทำให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญกับการวางตำแหน่งทางความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้นอย่างชัดเจน
แต่กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียเอง ก็กังวลเรื่องการขออนุญาตส่งเครื่องบินทหารบินผ่านน่านฟ้าอย่างอิสระ เพราะนั่นอาจกระทบต่อนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่อาจนำประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้
แม้จะย้ำว่าความร่วมมือทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศ หลายคนเลยมองว่าดีลรอบนี้ไม่ใช่แค่ความร่วมมือธรรมดา แต่ยังเกี่ยวพันกับสมดุลอำนาจและความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคได้ด้วย
หรือนี่คือการสร้างเครือข่ายที่อาจช่วยให้สหรัฐฯคุมเกม?
โดย James E. Thorne หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาด ก็ได้วิเคราะห์การเดินหมากของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ความร่วมมือนี้ไม่ต่างจากการใช้ยุทธศาสตร์ทางทะเลของ Alfred Thayer Mahan คือเน้นไปที่การเพิ่มความสามารถในการเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทางทะเล อย่างระบบใต้น้ำ เทคโนโลยีอัตโนมัติ และการฝึกหน่วยรบพิเศษมากกว่า เพราะช่วยให้มองเห็น และติดตามความเคลื่อนไหวในมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบมะละกาได้มากขึ้น และถ้าจำเป็นก็อาจใช้ศักยภาพนี้เพื่อสกัดหรือควบคุมการเคลื่อนไหวบางอย่างในอนาคตนั่นเอง
แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามหาอำนาจจะเข้ามาทำอะไรได้ตามใจ เพราะประเทศชายฝั่งอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มีกลไกดูแลความปลอดภัยของช่องแคบนี้ร่วมกันอยู่แล้ว
ทั้งในรูปแบบ Malacca Straits Sea Patrol และกรอบความร่วมมือของ International Maritime Organization หรือ IMO ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัยของการเดินเรือ และสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยอาศัยความร่วมมือของรัฐชายฝั่งเป็นหลัก แปลว่าการยกระดับไปสู่การทหารเต็มรูปแบบอาจยังเป็นไปได้ยาก
ซึ่งทั้งหมดนี้อาจบอกว่า ช่องแคบมะละกามีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ถัดไป มากกว่าเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะความรุนแรงของสงครามในเวลานี้ทำให้เห็นชัดว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงอยู่ไม่น้อย
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ แต่กำลังซื้อยังสะท้อนความเปราะบาง?
เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 กลับมาคึกคักอีกครั้ง และยังคงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน โดยปีนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียน จากการท่องเที่ยวทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง?

