
อินเทอร์เน็ตที่เราเห็นว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของสังคมยุคใหม่ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ รัฐบาลบางประเทศมองว่าเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ช่วงนี้หลายคนอาจเห็นข่าวกรณีที่อินเทอร์เน็ตในอิหร่านเริ่มกลับมาใช้งานได้ “บางส่วน” หลังถูกตัดขาดจากโลกภายนอกนานกว่าสิบวัน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดภายในประเทศที่เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น?
การประท้วงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วอิหร่าน เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธ.ค. 68 จากความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจ ทั้งเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อน และค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหนัก แต่เมื่อการประท้วงขยายวงกว้าง ความไม่พอใจที่เริ่มจากเรื่องปากท้อง ก็กลายเป็นการตั้งคำถามต่อระบบการปกครองและโครงสร้างอำนาจที่ประเทศนี้ใช้มายาวนาน
ทำให้วันที่ 8 ม.ค.68 รัฐบาลอิหร่านได้สั่งตัดอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าปราบปรามการชุมนุม ทำให้การสื่อสารของประชาชนลดลงอย่างหนัก จากอินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์แทบใช้งานไม่ได้ โดยมีการประเมินว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเหลือเพียงประมาณ 1-2% ของระดับปกติ ที่แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่นับเป็นการปิดอินเทอร์เน็ตที่ยาวนานและเข้มงวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอิหร่าน
ขณะที่บางคนพยายามหาทางสื่อสารกับโลกภายนอกด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอย่าง Starlink ของ Elon Musk เพื่อส่งภาพและข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกไป ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตจากจากเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยองค์กร Iran Human Rights ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3,428 คน จากข้อมูลโรงพยาบาลและพยานในพื้นที่
ขณะที่บางการประเมินเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่า 5,000 คน หรืออาจมากถึงหลักหมื่น เนื่องจากการปิดกั้นข้อมูลทำให้ไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่แท้จริงได้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International มองว่าการตัดอินเทอร์เน็ตครั้งนี้เป็นเครื่องมือของรัฐในการปิดบังการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การป้องกันข่าวปลอมหรือภัยไซเบอร์ตามที่อ้าง เพราะการตัดการเข้าถึงข้อมูลถือเป็นการละเมิดสิทธิร้ายแรง และทำให้ประชาชนไม่สามารถรายงานหรือส่งต่อข้อมูลออกไปสู่โลกภายนอกได้
กลยุทธ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเครื่องมือที่หลายรัฐบาลใช้ซ้ำๆ เมื่อเผชิญกับความไม่สงบหรือการประท้วง
อินเดีย ที่เคยสั่งปิดอินเทอร์เน็ตในพื้นที่จัมมูและแคชเมียร์หลายครั้งในช่วงที่เกิดความไม่สงบ เพื่อควบคุมการสื่อสารของผู้ประท้วงและป้องกันการนัดหมายกันผ่านช่องทางออนไลน์
เมียนมาสั่งตัดอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องหลังการรัฐประหาร เพื่อสกัดการสื่อสารและการประสานงานของกลุ่มต่อต้าน
ซูดานและเอธิโอเปียเคยสั่งปิดอินเทอร์เน็ตในหลายพื้นที่ช่วงที่เกิดความขัดแย้งเพื่อลดการไหลของข่าวการละเมิดสิทธิและสกัดการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม
บังกลาเทศเคยสั่งปิดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศเพื่อควบคุมการประท้วงเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยบล็อกโซเชียลมีเดียต่างๆ ต่อเนื่องนานหลายวัน
ยูกันดาเคยสั่งปิดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง เพื่อสกัดการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และการนัดหมายชุมนุมที่อาจนำไปสู่การประท้วงหรือกระทบผลการลงคะแนน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การตัดอินเทอร์เน็ตไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เป็นการปิดช่องทางการสื่อสารและการรับรู้ของประชาชนมากกว่า จึงเป็นเหตุผลที่หลายรัฐบาลเลือกใช้มาตรการนี้ทันที เมื่อเสียงของประชาชนเริ่มดังและถูกได้ยินมากขึ้น เพราะการสื่อสารออนไลน์ทำให้การประท้วงขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ผู้คนสามารถนัดหมายและประสานงานกันได้ทั่วประเทศ และยังส่งภาพ ข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรงออกไปสู่สายตาคนทั่วโลกได้ทันที ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่กระทบต่อความชอบธรรมของอำนาจรัฐ กรณีอิหร่าน การตัดอินเทอร์เน็ตไม่ได้ทำให้ความรุนแรงยุติลง แต่กลับเปิดโอกาสให้รัฐบาลมีเวลาควบคุมสถานการณ์ โดยที่โลกภายนอกไม่เห็นภาพเหตุการณ์จริง
ขณะเดียวกัน แนวทางนี้อาจขยายไปสู่การพัฒนาอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ หรือ national internet ซึ่งทำให้การเข้าถึงเว็บไซต์จากต่างประเทศถูกจำกัดมากขึ้น และมีเพียงกลุ่มที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ นี่จึงไม่ใช่แค่การปิดเน็ตชั่วคราว แต่เป็นการควบคุมการสื่อสารที่ลึกไปถึงระดับโครงสร้างของระบบข้อมูล ทำให้รัฐสามารถกำหนดได้ว่าใครควรเห็นอะไร ใครควรพูดกับใคร และเรื่องใดควรถูกทำให้เงียบหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ที่ไม่ต่างจากการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สเปนประกาศเตรียมห้ามเด็กใช้โซเชียล พร้อมเอาผิดผู้บริหารหากปล่อยเนื้อหาผิดกฎหมาย
รัฐบาลสเปนประกาศแผนมาตรการเข้มงวดควบคุมโซเชียลมีเดีย โดยจะเสนอร่างกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย


