
เมื่อ AI Chatbot กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้พูดคุยและระบายเรื่องส่วนตัวกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชีวิต ความสัมพันธ์ หรือเรื่องที่ไม่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง บทสนทนานี้จึงมีข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิดซึ่งแม้ผู้ใช้จะปิดหน้าต่างแชทไปแล้ว แต่ข้อมูลที่เคยพูดคุยกับ AI อาจยังถูกจัดเก็บอยู่ในระบบของบริษัทผู้ให้บริการ
ถ้าบริษัท AI ปิดตัวลงหรือล้มละลาย ข้อมูลผู้ใช้เคยจะไปอยู่ไหน และใครจะรับผิดชอบ?
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะกรณีของ Character.AI แพลตฟอร์ม AI Chatbot ที่โดนคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก รวมถึงมีต้นทุนสูงจนขาดทุนเดือนละกว่า8–9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการล้มละลายเพื่อจัดการปัญหานี้
ซึ่งบริษัทได้ขายสิทธ์ให้ใช้เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาบางส่วนให้กับ Disney ในมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ได้ขายข้อมูลของผู้ใช้ไปด้วย
บริษัทให้เหตุผลว่า แพลตฟอร์มจะยังเปิดให้บริการระหว่างกระบวนการล้มละลาย และผู้ใช้ยังสามารถลบบัญชีหรือดาวน์โหลดข้อมูลของตัวเองได้ แต่หากไม่มีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามารับช่วงธุรกิจ บริษัทก็อาจต้องปิดแพลตฟอร์มในที่สุด
แม้ข้อตกลงขายกิจการให้ Disney จะไม่ครอบคลุมข้อมูลผู้ใช้ แต่การเปิดให้ผู้ซื้อรายอื่นเสนอราคาที่สูงกว่าได้ ก็ทำให้เกิดข้อกังวลตามมาว่า หากท้ายที่สุดบริษัทต้องเปลี่ยนมือ ข้อมูลที่จัดเก็บไว้จะถูกส่งต่อให้เจ้าของรายใหม่ด้วยหรือไม่ และผู้ใช้จะยังมีสิทธิควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน
หลัง Character.AI เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ทำให้อัยการสูงสุดจาก 40 รัฐในสหรัฐฯยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้มีมาตรการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ก่อนการขายกิจการ โดยเสนอให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและลบข้อมูลของตัวเองได้ รวมถึงไม่ให้บริษัทนำบทสนทนาส่วนตัวไปใช้ฝึก AI หรือใช้ประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่ได้รับความยินยอม และต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยของเด็กด้วย
นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐในหลายประเทศยังเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของ Character.AI ทั้งเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้และการจัดการข้อมูลส่วนตัว ปัญหานี้จึงไม่ได้จบลงแค่การขายกิจการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่ผู้ใช้เคยเปิดเผยถูกนำไปใช้ต่อโดยไม่มีการควบคุมด้วย
ซึ่งหากมองในมุมกว้าง จะเห็นว่าหลายประเทศมีกฎหมายกำหนดมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้อย่างชัดเจน อย่างสหภาพยุโรปที่มี GDPR มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนในการเก็บและใช้ข้อมูล เช่น ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล หรือต้องมีเหตุผลอื่นตามที่กฎหมายกำหนด และถ้าต้องการนำข้อมูลไปใช้ในเรื่องอื่น ก็ต้องพิจารณาว่าตรงกับวัตถุประสงค์เดิมหรือไม่
กรณีนี้ทำให้เห็นว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องครอบคลุมถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ทั้งการเปลี่ยนเจ้าของและการยุติกิจการ เพราะข้อมูลของผู้ใช้ยังคงต้องได้รับการดูแลแม้บริษัทจะไม่ดำเนินธุรกิจต่อไปแล้ว ประเด็นที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ มาตรการของหน่วยงานรัฐจะสร้างหลักประกันให้ข้อมูลเหล่านี้ได้มากแค่ไหน และจะมีใครเข้ามารับผิดชอบหากบริษัท AI ต้องปิดกิจการลงในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เหลือจะเชื่อ! เมื่อ AI พลิกวิธีสืบสวน ช่วยตามรอยงานศิลปะที่ถูกขโมยไปนานกว่า 20 ปี
เมื่อผลงานศิลปะที่ถูกขโมยไปนานหลายสิบปี การตามหาและทวงคืนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าภาพถูกดัดแปลงเพื่อปกปิดที่มาของภาพ ก็ยิ่งยากต่อการตรวจสอบยิ่งยากเข้าไปอีก แต่ใครจะไปคิดว่า AI จะสืบคดีนี้ได้

เหลือจะเชื่อ! เมื่อ AI พลิกวิธีสืบสวน ช่วยตามรอยงานศิลปะที่ถูกขโมยไปนานกว่า 20 ปี

