
ธุรกิจไอที
หรือการคืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นทางออกใหม่ของวิกฤตพลังงาน Data Center?
30 ตุลาคม 2569
ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ชี้ว่าในปี 2024 Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 TWh และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็น 945 TWh ภายในปี 2030 หรือมากกว่าสองเท่าภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี
เมื่อความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง จึงเริ่มมองหาแหล่งพลังงานทางเลือก เพื่อรองรับการขยายตัวของ Data Center โดยเฉพาะแหล่งพลังงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกที่กลับมาได้รับความสนใจคือ “พลังงานนิวเคลียร์”
จากแหล่งพลังงานที่ถูกลืมสู่ “แหล่งพลังงานใหม่ของ AI”
พลังงานนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าปริมาณมาก แต่หลายภาคส่วนมักลังเลที่จะลงทุน เนื่องจากมีต้นทุนการก่อสร้างและการบำรุงรักษาสูง อีกทั้งภาพจำเกี่ยวกับอุบัติเหตุและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งต้องยุติการดำเนินงานหรือถูกมองข้ามไป
เหตุผลที่พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจ มาจากความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและช่วงเวลาในการผลิต
สำหรับ Data Center ที่ต้องประมวลผลข้อมูลและให้บริการระบบ AI ตลอดเวลา การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันพลังงานนิวเคลียร์ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบริษัทที่อยากลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ทำให้บริษัท Big Tech หลายแห่งเริ่มหันมาลงทุนในพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ทั้งการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่ และการฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เคยหยุดดำเนินงานไปแล้ว เช่น
Microsoft : จับมือกับ Constellation Energy สนับสนุนการฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island Unit 1 กำลังการผลิต 835 MW พร้อมทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี
Meta : สนับสนุนการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ร่วมกับ TerraPower กำลังการผลิตสูงสุด 690 MW และร่วมมือกับ Oklo พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1.2 GW ในรัฐโอไฮโอ
Amazon : ร่วมมือกับ X-energy พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ตั้งเป้ากำลังการผลิตรวมมากกว่า 5 GW ในสหรัฐฯ ภายในปี 2039
Google : ร่วมมือกับ Kairos Power พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ SMR โดยตั้งเป้าเริ่มผลิตไฟฟ้าภายในปี 2030
การลงทุนเหล่านี้นอกจากทำให้เห็นถึงการมองหาพลังงานทางเลือก ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัท Big Tech กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาซื้อไฟฟ้า การสนับสนุนเงินทุน หรือการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่
เมื่ออนาคตของ AI ต้องเดินไปพร้อมกับอนาคตของพลังงาน
เมื่อ AI เติบโตขึ้น ความท้าทายของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจึงต้องคำนึงถึงการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งานในระยะยาว
และการที่ Big Tech เริ่มหันมาลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และพลังงานทางเลือก ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ทำให้อนาคตของเทคโนโลยีและอนาคตของอุตสาหกรรมพลังงานต้องเติบโตไปพร้อมกัน
แต่เส้นทางนี้ก็ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ไข ทั้งต้นทุนการก่อสร้าง ความปลอดภัย การจัดการกากกัมมันตรังสี และระยะเวลาในการพัฒนา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่หลายโครงการยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้จริง ทิศทางการลงทุนของ Big Tech จึงยังต้องพิสูจน์อีกว่า พลังงานนิวเคลียร์จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของยุค AI ได้มากน้อยแค่ไหน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่ยืนยันตัวตน อดยิงแอด! มาตรการ “No ID, No Ads” สกัดโฆษณามิจฉาชีพ ใครต้องเตรียมตัวบ้าง?
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ผู้ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าเกณฑ์ต้องยืนยันตัวตนก่อนยิงแอด ตามมาตรการ “No ID, No Ads” หรือ “ไม่ยืนยันตัวตน ก็ยิงแอดไม่ได้” ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ ร้านค้าออนไลน์ หรือ SME

ไม่ยืนยันตัวตน อดยิงแอด! มาตรการ “No ID, No Ads” สกัดโฆษณามิจฉาชีพ ใครต้องเตรียมตัวบ้าง?

ส่องแนวทางรับมือแต่ละประเทศหลัง AI เปิดโปงช่องโหว่ PHP จนสะเทือนโลกไซเบอร์
