
ปัญหาโกงออนไลน์ประเด็นใหญ่ที่คนจำนวนมากมักเสียเงินให้กับร้านค้าปลอม เว็บไซต์ฟิชชิง และข้อความหลอกลวงบนโซเชียลมีเดีย ที่หลายประเทศพยายามหาแผนรับมือกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
สิงโปร์เริ่มปราบโกงออนไลน์เข้มด้วย Online Criminal Harms Act (OCHA)
สิงคโปร์ใช้กฎหมาย Online Criminal Harms Act หรือ OCHA เพื่อให้รัฐมีอำนาจสั่งแพลตฟอร์มได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการลบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม การปิดกั้นเว็บไซต์อันตราย และการระงับแอปฯ ที่ถูกใช้ก่อเหตุ ซึ่งหากแพลตฟอร์มไม่ทำตาม อาจถูกสั่งปรับได้
โดยมีช่วงที่สิงคโปร์ตรวจพบว่าหลายแพตฟอร์มใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงกว่า 50% ของคดีทั้งหมด จึงเร่งใช้กฎหมายหมายนี้ในการปราบปราม ซึ่งเริ่มมีคำสั่งให้ Meta เพิ่มมาตรการปราบโฆษณาหลอกลวงและบัญชีปลอมที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
การลงโทษนี้ได้ผลจริง?
หลังจากที่มีคำสั่งนี้ มีข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ACSC ได้บอกว่าความเสียหายจากการหลอกทางออนไลน์บน Facebook ของสิงคโปร์ลดลงกว่า 80% หลังบังคับใช้กฎหมาย และบังคับให้แพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูง ต้องยืนยันตัวตนผู้ขายและผู้ลงโฆษณา พร้อมกำหนดให้บาง Marketplace ออกแบบระบบจ่ายเงินแบบ ‘จ่ายหลังยืนยันการได้รับสินค้า’ เพื่อลดโอกาสที่มิจฉาชีพหลอกโอนเงิน
ไทยก็มีกฎหมายที่คล้ายกัน และบังคับใช้แล้ว
ซึ่งตอนนี้ไทยก็มีกฎหมายดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ผ่านพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือ DPS ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนส.ค. 66 โดยมี สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เป็นหน่วยงานกำกับดูแล และต่อมาก็ได้ประกาศคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลความเสี่ยงสูงที่เริ่มมีผลวันที่ 10 ก.ค. 68
โดยเน้นบังคับให้แพลตฟอร์มแจ้งข้อมูลธุรกิจ ต้องมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน และต้องแจ้งผู้ใช้ล่วงหน้าหากจะปิดบริการ พร้อมมีบทลงโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีส่วนสำคัญในการป้องการการโกงบนออนไลน์ในยุคที่มิจฉาชีพสรรหาทุกวิธี ที่จะหลอกเงินผู้คนแบบไม่สนศีลธรรม
ทั้งหมดนี้กำลังบอกว่าสิงคโปร์ต้องการปิดช่องโหว่ของแพลตฟอร์มที่อาจเป็นภัยต่อประชาชน เลยเร่งใช้กฎหมายเพื่อทำให้การปราบโกงออนไลน์มีประสิทธิภาพขึ้น ในแบบที่ยังรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย และสิทธิของผู้ใช้งานเอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลลุย! ปราบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้านบาท
9 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

