
ช่วงที่ผ่านมา ความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องพลังงานหรือน้ำมันเท่านั้น แต่เริ่มกระทบมาถึงอีกโครงสร้างสำคัญของโลกอย่าง “อินเทอร์เน็ต”
เพราะใต้ทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ยังเป็นที่ตั้งของ “สายเคเบิลใยแก้วใต้ทะเล” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมต่อข้อมูลจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน
“โครงสร้างอินเทอร์เน็ต” เปราะบางกว่าที่คิด
หากมองให้ลึกลงไป โครงสร้างอินเทอร์เน็ตโลกไม่ได้กระจายตัว อย่างที่หลายคนคิด จริงๆแล้วใช้ “เส้นทางหลักเพียงไม่กี่จุด” โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดงและ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านของสายเคเบิลจำนวนมาก ที่รองรับการรับส่งข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา
หรือพูดง่าย ๆ คือ หากจุดนี้เกิดปัญหา ในช่วงที่ยังมีความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับอิหร่าน ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางทหาร การโจมตี หรือแม้แต่ทุ่นระเบิดใต้น้ำ
และที่น่ากังวลที่สุดคือ ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นจริง การจะเข้าไปซ่อมในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งก็คงทำได้ยาก จึงอาจทำให้ปัญหายืดเยื้อกว่าที่คิด
ถ้าสายเคเบิลโดนตัดจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น?
หากเกิดการโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำในจุดสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ อินเทอร์เน็ตอาจไม่ได้ล่มทั้งโลกทันที แต่จะเกิดอาการ “หน่วง” พร้อมกันในหลายพื้นที่
เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่น เว็บไซต์ต่างประเทศโหลดช้าลง การประชุมออนไลน์สะดุด รวมถึงการใช้ Cloud และ SaaS ที่เริ่มไม่เสถียร
ต่อมาคือระบบการเงินที่ต้องใช้การเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ธุรกรรมระหว่างประเทศอาจล่าช้า และแม้ความหน่วงเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ตลาดผันผวนได้
เพราะเส้นทางส่งข้อมูลอาจถูกจำกัด ทำให้ต้องวิ่งอ้อมมากขึ้น ส่งผลให้ทั้งความเร็วและเสถียรภาพลดลง ท้ายที่สุด ซัพพลายเชนดิจิทัล เช่น ERP โลจิสติกส์ หรือ API ที่เชื่อมต่างประเทศ อาจสะดุดหรือใช้งานไม่ได้ชั่วคราว
ถ้าตัดแล้ว ไทยจะได้รับผลกระทบแค่ไหน?
สำหรับประเทศไทย อาจยังไม่กระทบทันทีในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งที่เราใช้บ่อย ๆ อย่างเล่นโซเชียล หรือการโอนเงินในประเทศ ซึ่งใช้ CDN หรือ Server ที่อยู่ใกล้ๆ อย่างไทย หรือสิงคโปร์
ซึ่งก็ไม่ได้ล่มทันที แต่จะเริ่มรู้สึกว่าเว็บต่างประเทศหรือบางบริการช้าลง โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องเชื่อมกับยุโรปหรืออเมริกา
เหตุการณ์นี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่ธุรกิจต้องมีแผนรับมือ
แม้สถานการณ์รุนแรงแบบนี้ จะยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มันคือความเสี่ยงแบบ “โอกาสเกิดน้อย แต่ถ้าเกิดแล้วกระทบหนัก” เลยทำให้องค์กรในไทยเริ่มต้องคิดจริงจังแล้วว่า จะรับมือยังไงดี จะเน้นเก็บทุกอย่างไว้ในประเทศให้พึ่งตัวเองได้มากขึ้น หรือจะเลือกกระจายความเสี่ยง ใช้หลายระบบแบบ Multi-Cloud ไปเลย
ฝั่งที่เลือก “เก็บทุกอย่างไว้ในประเทศ” ก็คือ การย้ายระบบและข้อมูลสำคัญมาไว้ในไทย เช่น ใช้ Cloud ที่มี Data Center อยู่ในประเทศ เพื่อให้ระบบยังทำงานได้ แม้การเชื่อมต่อกับต่างประเทศจะมีปัญหา
รวมถึงควรสำรองข้อมูลไว้หลายจุดในประเทศ เพื่อให้ระบบยังเดินต่อได้ ถ้าเกิดปัญหากับบางพื้นที่ ก็สามารถสลับระบบได้ทันที
อีกเรื่องที่สำคัญคือ การออกแบบบางระบบให้ทำงานได้แบบ “ไม่ต้องพึ่งต่างประเทศ” โดยเฉพาะระบบภายในองค์กร หรือบริการหลักที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ ต้องมีการ “ซ้อม” เพื่อให้ทีมรับมือได้จริงเมื่อเกิดเหตุ
สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถึงโลกภายนอกเกิดปัญหา แต่ระบบสำคัญก็ยังสามารถทำงานต่อได้ เพราะทุกอย่างถูกวางและควบคุมได้จากในประเทศไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทสรุปจาก 9arm เมื่อ AI ทำงานระดับ Senior ได้ แล้วปลายทางของ Junior จะเป็นยังไง?
9arm นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับ Staff Engineer ออกมาเล่าประสบการณ์การใช้ AI ในการทำงานจริง ผ่านวิดีโอบน YouTube ที่ทำให้หลายคนเริ่มมองอนาคตของสาย Developer ต่างออกไป

บทสรุปจาก 9arm เมื่อ AI ทำงานระดับ Senior ได้ แล้วปลายทางของ Junior จะเป็นยังไง?

