
ปัจจุบัน หลายองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ถ้าบริษัทใช้ AI ตัดสินใจเรื่องสำคัญจนกระทบสิทธิของคนล่ะ?
หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเนเธอร์แลนด์ พึ่งสั่งปรับ Uber สูงถึง 825 ล้านยูโร หลังพบว่าบริษัท ใช้ระบบอัตโนมัติในการตัดสินใจระงับบัญชีคนขับ โดยไม่แจ้งคนขับให้ชัดเจนว่าระบบใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ และบางกรณี ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนตัดสินใจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ งานและรายได้ของคนขับ
⚫ เมื่อระบบไม่ได้แค่ช่วย แต่กลายเป็นคนตัดสิน?
โดยปกติแล้ว Uber ใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับพฤติกรรมที่บริษัทมองว่าน่าสงสัย เช่น ขับรถอ้อมเพื่อเพิ่มค่าโดยสาร หรือรับงานแล้วไม่ไปรับผู้โดยสาร หรือแม้แต่คนขับที่มีคะแนนรีวิวต่ำต่อเนื่องถูกข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประเมิน และอาจนำไปสู่การระงับบัญชี โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาตรวจสอบ
ซึ่งขัดต่อหลัก GDPR ของยุโรป ที่กำหนดว่าคนที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของระบบ ควรมีสิทธิ ได้รับคำอธิบาย คัดค้าน และขอให้มนุษย์เข้ามาทบทวนการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจนั้นกระทบต่อชีวิตหรือการทำงาน
โดยค่าปรับครั้งนี้ถือเป็นค่าปรับตาม GDPR ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมา รองจากค่าปรับ 1.2 พันล้านยูโรที่ไอร์แลนด์เคยสั่ง Meta จากกรณีโอนข้อมูลผู้ใช้ Facebook ไปยังสหรัฐฯ
มองเผินๆ เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นแค่ปัญหาของ Uber แต่จริงๆ แล้วกำลังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น เพราะทุกวันนี้หลายบริษัท เริ่มใช้ AI เข้ามาตัดสินใจเรื่องสำคัญที่กระทบทั้งงาน รายได้ และชีวิตของคน มากขึ้น
ที่น่าคิดคือ เราควรให้ระบบอัตโนมัติมีอำนาจตัดสินใจเรื่องสำคัญที่กระทบชีวิตคนมากแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อ AI เองก็อาจมี Bias จากข้อมูลที่ใช้ฝึก และนำอคตินั้นไปสู่การตัดสินใจจริง
⚫ กรณีศึกษาจากเหตุ “toeslagenaffaire” ในเนเธอร์แลนด์
ก่อนหน้านี้ หน่วยงานที่ดูแลคดี Uber เนเธอร์แลนด์ เคยตรวจสอบ toeslagenaffaire หรือวิกฤตเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตรครั้งใหญ่ของประเทศมาก่อน
ช่วงปี 2013–2019 กรมสรรพากรเนเธอร์แลนด์ ใช้ระบบอัลกอริทึมคัดกรองครอบครัวที่อาจทุจริต โดยตัวแปรที่ใช้คัดกรองในระบบมีปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ เช่น การมีสองสัญชาติและรายได้ต่ำ จนทำให้บางกลุ่มถูกตรวจสอบเข้มกว่าคนอื่น และนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ
ทำให้กว่า 26,000 ครอบครัว ถูกเรียกเงินอุดหนุนคืน หลายครอบครัวถึงขั้นล้มละลาย วิกฤตครั้งนั้นจึงกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ และรุนแรงถึงขั้นทำให้รัฐบาลของ Mark Rutte ลาออกทั้งคณะในปี 2021
ฝั่งออสเตรเลียก็เคยเกิดกรณี Robodebt ที่รัฐบาลใช้ระบบอัตโนมัติที่ตรวจจับการรับสวัสดิการผิดปกติและเรียกเงินคืนจากประชาชนหลายแสนคน ทั้งที่คำนวณผิดพลาด จนสร้างความเสียหายเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
ทั้งสามกรณีมีปัญหาคล้ายกัน คือการปล่อยให้ระบบอัตโนมัติตัดสินใจเรื่องสำคัญ และไม่มีคนคอยตรวจสอบอย่างเพียงพอ ทำให้ความผิดพลาดของระบบส่งผลกระทบต่อชีวิตคน
⚫ แม้จะมีมนุษย์ตรวจสอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดปัญหานี้?
หากการที่หลายบริษัทใช้ระบบอัตโนมัติในการตัดสินใจ แล้วให้มนุษย์แค่กดอนุมัติตามระบบ ก็อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่ามีคนคอยตรวจสอบระบบจริงๆ
ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ที่พบว่า โมเดล AI ชั้นนำหลายตัว มีแนวโน้มจัดอันดับเรซูเม่แตกต่างกันตามชื่อที่บ่งบอกเชื้อชาติและเพศ แม้เนื้อหาของเรซูเม่จะเหมือนกัน ทว่า ชื่อที่สื่อว่าเป็นผู้ชายผิวขาว มักได้รับการจัดอันดับสูงกว่า แต่กลับกัน ชื่อที่สื่อว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้สมัครผิวดำมักถูกจัดอันดับต่ำกว่า
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบอีกว่า เมื่อ AI แนะนำให้เลือกหรือไม่เลือกผู้สมัคร ผู้คัดเลือกที่เป็นมนุษย์ ก็มักตัดสินใจตามคำแนะนำของ AI แม้ว่าคำแนะนำนั้นจะมีอคติก็ตาม
ทำให้เห็นเลยว่า แม้จะมีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยแก้ปัญหาอคติของ AI ได้เสมอไป เพราะคนเราก็มีแนวโน้มเชื่อคำแนะนำของระบบโดยไม่รู้ตัว ภาวะนี้มีชื่อว่า “Automation bias” หรือการเชื่อคำแนะนำจากระบบอัตโนมัติมากเกินไปจนไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ
⚫ AI ช่วยตัดสินใจได้ แต่ “ไม่ควรตัดสินแทนมนุษย์”
หากนำ AI หรือระบบอัตโนมัติมาใช้ตัดสินใจเรื่องสำคัญ ไม่ควรปล่อยให้ระบบเป็นคนตัดสินใจทั้งหมดโดยลำพัง เพราะความผิดพลาดหรืออคติของระบบอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิ งาน และรายได้ของคนได้
จึงจำเป็นต้องมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการเสมอ และต้องสามารถตรวจสอบและแย้งการตัดสินใจของ AI ได้ เช่น รู้ว่า AI ใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ อธิบายเหตุผลก่อนอนุมัติ และมีคนตรวจสอบเป็นพิเศษในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง
แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในกฎหมาย Platform Work Directive ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดว่าการตัดสินใจของระบบอัตโนมัติ ต้องยังมีคนคอยตรวจสอบ และคนต้องสามารถยกเลิกคำตัดสินของระบบได้ นอกจากนี้ คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต้องได้รับการฝึกอบรม และไม่ควรถูกลงโทษหากตัดสินใจไม่ทำตามระบบ ซึ่งประเทศสมาชิกต้องนำไปบังคับใช้ภายในเดือน ธ.ค. 2026
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Instagram ขึ้นศาลคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย ยืนยันไม่เคยสั่งทีมปกปิดข้อมูลวิจัยเด็ก
Adam Mosseri หัวหน้า Instagram ขึ้นให้การต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในคดีสำคัญที่ Meta ถูกกล่าวหาว่าปกปิดผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสั่งให้พนักงานซ่อนข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงการรายงานประเด็นที่อาจสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายแก่บริษัท

Instagram ขึ้นศาลคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย ยืนยันไม่เคยสั่งทีมปกปิดข้อมูลวิจัยเด็ก

