
สังคม
วิเคราะห์จุดเปลี่ยน ทำไมการเชื่อมข้อมูลรัฐ ถึงช่วยลดความเสียหายจากสแกมเมอร์ได้กว่า 70%
27 สิงหาคม 2569
สแกมเมอร์ เป็นปัญหาอาชญากรรมเชิงโครงสร้างของไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 68 แค่ปีเดียวไทยพบคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 380,378 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 25,000 ล้านบาท
และที่ผ่านมา การปราบสแกมเมอร์ของไทยก็ยังมีข้อจำกัด เพราะข้อมูลกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานหรือที่เรียกว่า Data Silo อย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) มีข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท ธนาคาร มีข้อมูลบัญชีและธุรกรรม ปปง. มีข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ส่วนกรมสรรพากรมีข้อมูลด้านภาษี
ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็จะเห็นเพียงข้อมูลคนละส่วนของภาพเดียวกัน มิจฉาชีพจึงใช้ช่องว่างนี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบ
⚫ เมื่อข้อมูลภาครัฐเชื่อมกัน เกมปราบแก๊งสแกมเมอร์ก็เปลี่ยนไป?
ก่อนหน้านี้ ไทยพึ่งประกาศใช้ พ.ร.ฎ.การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานรัฐ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการปราบอาชญากรรมออนไลน์ เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นความเชื่อมโยงของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ได้ชัดเจนขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การจัดการบัญชีม้าบุคคลที่เข้มงวดขึ้นในปี 68 ทำให่มิจฉาชีพปรับวิธีด้วยการหันมาใช้บัญชีม้านิติบุคคล หรือบัญชีในชื่อบริษัทแทน และหนึ่งในวิธีที่พบ คือการซื้อหัวบริษัท จากบริษัทที่หยุดทำธุรกิจไปแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการ โดย DBD พบว่ามีนิติบุคคลลักษณะนี้อยู่ในระบบจำนวนมาก
ซึ่งหากดูเฉพาะข้อมูลทะเบียน บริษัทเหล่านี้อาจดูปกติ แต่ลองนึกดูว่าถ้าเชื่อมข้อมูลกรรมการ ประวัติภาษี และธุรกรรมธนาคารเข้าด้วยกัน ก็อาจเห็นความผิดปกติได้ชัดขึ้น เช่น บริษัทที่ไม่ยื่นภาษีมานาน แต่กลับมีเงินจำนวนมากหมุนเวียนในบัญชี
เพราะการปิดบัญชีม้าเพียงบัญชีเดียว เครือข่ายเหล่านี้ก็ยังมีบัญชีหรือเส้นทางเงินอื่นรองรับอยู่ แต่เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมกัน เจ้าหน้าที่จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน บัญชีธนาคาร และเส้นทางการเงิน ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ การเชื่อมข้อมูลยังช่วยสนับสนุนการทำงานของ AOC 1441 ซึ่งมีภารกิจระงับบัญชีต้องสงสัยภายใน 1 ชั่วโมงให้มีข้อมูลที่รอบด้านขึ้น
⚫ ตัวเลขความเสียหายลดลงมากกว่า 70% ในเวลา “แค่ 4 เดือน”
ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยว่า มูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์ลดจาก 2,111 ล้านบาท ในเดือน มี.ค.69 เหลือ 530 ล้านบาทในเดือน มิ.ย.69 นั่นแปลว่าภายในเวลาเพียง 4 เดือน มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 74.89%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การปรับวิธีทำงานของภาครัฐให้ทันกับเทคโนโลยีและรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนไป เพราะเมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยให้รัฐรับมือกับภัยคุกคามได้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น
หากการเชื่อมข้อมูลเดินหน้าต่อเนื่องพร้อม พร้อมวางมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ชัดเจน ก็จะช่วยให้ไทยรับมือกับสแกมเมอร์ได้มีประสิทธิภาพขึ้น และเตรียมพร้อมกับรูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่อาจเปลี่ยนไปในอนาคต
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
