
ความยั่งยืน
รัฐฯ เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้ง Solar Rooftop หนุนพลังงานสะอาด พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
5 สิงหาคม 2569
รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) รวมถึงการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์มาตรฐาน ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. - 30 ก.ย. 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการขยายการติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับภาคประชาชนทั่วประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการติดตั้งและการใช้งานอย่างเป็นระบบ
การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (Vendor) รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้ง เช่น แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ โดยผู้ประกอบการจะต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ขณะที่อุปกรณ์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น IEC และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้กับประชาชน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Solar Rooftop ภายใต้พระราชกำหนดเงินกู้เพื่อรองรับวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบได้ 500,000 ครัวเรือนในระยะแรก ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ภาครัฐยังเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการ วิศวกร ช่างติดตั้ง และอุปกรณ์ทุกชิ้นจะต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับระบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 20 ปี พร้อมทั้งกำหนดให้ MEA และ PEA ร่วมกำกับดูแลมาตรฐานการติดตั้งและบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานทั่วประเทศ
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานของ MEA และ PEA ทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลคาดหวังว่าการยกระดับมาตรฐานการติดตั้ง Solar Rooftop ครั้งนี้ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งเทคโนโลยีล้ำหน้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ยิ่งล้น แล้วโลกจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?
ปัจจุบันการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยี ตั้งแต่มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์และชิปประมวลผลใน Data Center เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้หมดอายุหรือล้าสมัยก็กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) โดยเฉพาะการเติบโตของ AI ที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีเร่งขยาย Data Center และเพิ่มกำลังประมวลผล

ยิ่งเทคโนโลยีล้ำหน้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ยิ่งล้น แล้วโลกจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?

