
ไม่กี่วันที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศจับมือกับแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้นสำหรับเด็กไทย
ส่องมุมมอง ว่าทำไม ศธ. ถึงผลักดันนโยบายนี้
โดย ศธ. มองว่า ทุกวันนี้เด็กไทยก็ใช้เวลาอยู่บน TikTok กันค่อนข้างเยอะ จึงต้องการใช้ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล มาเป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ มากกว่าปล่อยให้พื้นที่เหล่านี้เต็มไปด้วยคอนเทนต์บันเทิงเพียงอย่างเดียว เพื่อปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่ โดยแนวคิดหลักคือการใช้ AI ช่วยครูทำสื่อการสอนแบบวิดีโอสั้น เพื่อย่อยเรื่องยากๆ ให้เด็กสนใจใน 2 นาที รวมถึงช่วยลดภาระงานเอกสารและงานธุรการของครู เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับนักเรียนมากขึ้น
ทำไมเราเดินสวนทางกับหลายประเทศทั่วโลก?
ในขณะที่หลายประเทศต่างออกกฎบังคับให้เด็กลดการใช้หน้าจอ ทั้งเดนมาร์ก ฝรั่งเศส กรีซ สเปน และสหราชอาณาจักร หรือใกล้ๆเราอย่างมาเลเซีย เพราะกังวลมากขึ้นว่า โซเชียลมีเดียกำลังส่งผลต่อสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมเราเลือกที่จะเดินหน้าเข้าหาแพลตฟอร์มที่เป็นตัวพ่อแห่งวงการ Fast Content อย่าง TikTok
ศธ. เผย แค่เปลี่ยนจากการปิดกั้น มาเป็นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน"
ศธ. ยืนยันว่า สิ่งที่กำลังทำ ไม่ใช่การสนับสนุนให้เด็กเล่นโซเชียลมากขึ้น แต่เป็นการเตรียมให้เด็กไทยมีทักษะด้านดิจิทัลและ AI จากสิ่งที่เด็กเข้าถึงอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรู้เท่าทันโลกยุคใหม่เพราะทักษะด้าน AI และ Digital Literacy เป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้ เพราะจะช่วยให้เด็กรู้เท่าทันและใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และแยกแยะข้อมูลจริงกับข่าวปลอมได้
โดยย้ำว่า การเรียนกับครู การได้เจอเพื่อน และการเรียนรู้จากชีวิตจริง ยังเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนคลิปสั้นดังกล่าว เป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เด็กสนใจบทเรียนมากขึ้น ไม่ได้เอามาแทนห้องเรียนจริง พร้อมยืนยันว่าจะคัดกรองเนื้อหาอย่างเข้มงวด และจำกัดเวลาหน้าจอสำหรับเด็กเล็กตามหลักพัฒนาการเด็กด้วย
ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมกำลังกังวล อาจไม่ใช่แค่เรื่องการเอา TikTok มาใช้ในการศึกษา แต่คือการทำอย่างไรให้เทคโนโลยีช่วยดึงเด็กกลับมาสนใจการเรียนได้ โดยไม่ทำให้เด็กคุ้นชินกับคอนเทนต์สั้นและรวดเร็ว จนกระทบต่อสมาธิและการเรียนรู้ในระยะยาวมากกว่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องขบวนการคอนเทนต์จัดฉาก ธุรกิจปั่นไวรัลจากดราม่า
สังเกตไหมว่าคอนเทนต์ดราม่าหรือแนวน่าสงสารในโลกออนไลน์ มักได้ยอดวิวเยอะ เพราะคนจะหยุดดูและแชร์ต่อ ทำให้อัลกอริทึมช่วยดันให้เห็นมากขึ้น และสร้างรายได้ได้ง่าย

