
⚫️ ชิปเดียวกัน โรงงานเดียวกัน แต่ใครได้ก่อน?
หลายคนอาจคิดว่า RAM ในสมาร์ตโฟนหรือโน้ตบุ๊ก กับเซิร์ฟเวอร์ AI ขนาดใหญ่ใน Data Center เป็นคนละเรื่องกัน แต่จริง ๆ แล้ว หน่วยความจำเหล่านี้ใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกัน
ปัจจุบัน ตลาด DRAM ของโลกถูกครอบครองโดยผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย ได้แก่ Samsung, SK Hynix และ Micron ซึ่งผลิต DRAM รวมกันมากกว่า 95% ของอุปทานทั้งหมด
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ผลิตชิปรายใหญ่เริ่มหันไปเพิ่มกำลังการผลิต High Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่จำเป็นต่อการทำงานของ AI Server เพราะมีความต้องการสูงและสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
แต่เมื่อกำลังการผลิตมีจำกัด การผลิต HBM ที่เพิ่มขึ้น จึงอาจทำให้ปริมาณ DRAM สำหรับอุปกรณ์ทั่วไปลดลงตามไปด้วย
ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อราคา DRAM บางประเภทพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยบางเซกเมนต์มีราคาปรับเพิ่มเกือบ 90% จากไตรมาสก่อนหน้า
ในยุค AI ปัญหาจึงไม่ใช่ "ผลิตชิปไม่ทัน" แต่คือการที่ชิปจำนวนมากถูกจัดสรรไปยังตลาดที่มีความต้องการสูงและให้มูลค่ามากที่สุดก่อน
⚫️ จากวัฏจักรเดิม สู่เกมใหม่ของอุตสาหกรรมชิป
ปกติอุตสาหกรรมชิปมีวัฏจักรขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทาน แต่รอบนี้หลายฝ่ายมองว่าแตกต่างออกไป เพราะแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI
Bank of America ระบุว่าปี 2569 อาจเป็น "Supercycle" รอบใหม่ที่เทียบได้กับยุคทองของอุตสาหกรรมชิปในทศวรรษ 1990 โดยคาดว่าตลาด High Bandwidth Memory (HBM) จะมีมูลค่าสูงถึง 5.46 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน
ขณะที่ TrendForce คาดว่าราคา DRAM จะเพิ่มขึ้น 55-60% และ NAND Flash เพิ่มขึ้น 33-38% ในไตรมาสแรกของปี 2569 จากความต้องการของผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่และผู้ผลิต AI Server ที่เร่งกว้านซื้อหน่วยความจำจำนวนมาก
เมื่อความต้องการ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตอย่าง Samsung และ SK Hynix จึงทยอยปรับขึ้นราคา HBM และหันกำลังการผลิตไปยังตลาดที่มีความต้องการสูงกว่า ส่งผลให้หน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์ทั่วไปมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นตามไปด้วย
⚫️ แล้วคนทั่วไปได้รับผลกระทบอย่างไร?
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ มีรายงานจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมว่าผู้ผลิตอาจปรับลดกำลังการผลิต GeForce RTX 50 Series ลงราว 30-40% ท่ามกลางภาวะตึงตัวของหน่วยความจำ GDDR7 และความต้องการจากตลาด AI ที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบยังลามไปถึงตลาดสมาร์ตโฟนและ PC ที่คาดว่าจะหดตัว 12.9% และ 11.3% ตามลำดับ โดยภาวะตึงตัวของหน่วยความจำเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว
⚫️ แล้วไทยกำลังเดินเกมยังไง?
คำตอบคือ ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในตลาด HBM เพราะเกมนี้ถูกครองโดยบริษัทที่ลงทุนสะสมเทคโนโลยีมานานหลายทศวรรษ
แต่แทนที่จะไล่ตามคลื่นลูกแรก ไทยกำลังเลือกสร้างตำแหน่งของตัวเองในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านแผน National Semiconductor Roadmap 2050 ที่ตั้งเป้าดึงการลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรกว่า 230,000 คน
ปัจจุบันไทยมีบทบาทในหลายส่วนของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิต PCB การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) ไปจนถึงการเป็นฐานการผลิต HDD ที่สำคัญของโลก แม้อาจไม่ได้แข่งขันในตลาด HBM โดยตรง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของ Data Center และ AI
พูดง่ายๆ คือ ไทยอาจไม่ได้เป็นคนขุดทองเอง แต่กำลังพยายามเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่ทำให้เหมืองทองเดินต่อได้
วิกฤตชิปรอบนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับ RAM เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการแย่งชิงทรัพยากรในยุค AI
เมื่อ Data Center กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ผู้ผลิตชิปจึงมีเหตุผลที่จะจัดสรรชิปให้กับตลาดนี้ก่อน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ โทรศัพท์มือถืออาจมีราคาสูงขึ้น คอมพิวเตอร์บางรุ่นอาจหาซื้อได้ยากขึ้น และการ์ดจออาจต้องใช้เวลารอนานกว่าเดิม
ไม่ใช่เพราะโลกผลิตชิปได้น้อยลง แต่เพราะทรัพยากรการผลิตจำนวนมากกำลังถูกส่งไปสนับสนุนการ
แข่งขันด้าน AI ที่กำลังร้อนแรงที่สุดในเวลานี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัสโรดแมป AI ปี 2569 เมื่อไทยอยากเป็น “ตัวท็อป” ด้าน AI ในอาเซียน ต้องเริ่มจากตรงไหน?
ถ้าพูดถึงการแข่งขันในสมรภูมิ AI ระดับโลก เรามักจะเห็นภาพมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีน สู้กันด้วยเม็ดเงินมหาศาล และการพัฒนาระบบให้ล้ำหน้าที่สุด

ถอดรหัสโรดแมป AI ปี 2569 เมื่อไทยอยากเป็น “ตัวท็อป” ด้าน AI ในอาเซียน ต้องเริ่มจากตรงไหน?

ครึ่งปีแห่งความล้มเหลว เมื่อการโจมตีไซเบอร์ปี 2026 สะท้อนว่าบทเรียนเดิมยังคง ถูก “ทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
