
ผู้ก่อตั้ง DoorDash โพสต์บน X เล่าถึงประสบการณ์ที่บริษัทได้ลองใช้ AI สัญชาติจีนอย่าง Kimi K2.6 โดยพบว่าทำงานได้ดีและราคาถูกกว่าที่เคยใช้ ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องปกติที่บริษัทเทคโนโลยีทำกันทั่วไป
แต่หลังจากนั้น สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึง DoorDash เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โมเดล AI ที่พัฒนาในประเทศจีน หลังเกิดข้อกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อาจนำ AI จากจีนมาใช้งาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน
🇨🇳 AI จีนตอบโจทย์เรื่อง "ต้นทุนและประสิทธิภาพ"
โมเดล AI ของจีนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่บริษัทอเมริกันที่ต้องการประหยัดต้นทุน เพราะนอกจากจะทำงานได้ดีแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับโมเดลของสหรัฐฯ เอง
ในมุมของคนทำธุรกิจ การเลือกใช้เครื่องมือที่ทำงานดีและราคาถูกกว่า ก็เป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลและไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด
⚫️ แต่ในมุมมองรัฐบาล นี่คือ "ความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับชาติ"
รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลว่าโมเดล AI จากจีนอาจมี "ช่องโหว่ลับ (back doors)" และ "สายลับแฝงตัว (sleeper agents)" หรือถูกฝังกลไกบางอย่างที่เอื้อต่อการขโมยข้อมูลหรือโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต แม้จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแสดงหลักฐานที่ยืนยันข้อกังวลดังกล่าวก็ตาม
DoorDash ไม่ใช่บริษัทแรกที่โดนตรวจสอบในลักษณะนี้ โดยก่อนหน้านี้บริษัทอย่าง Airbnb และ Anysphere ก็เคยได้รับจดหมายแบบนี้ในลักษณะเดียวกัน
⚫️ “อธิปไตยข้อมูล” โจทย์ใหญ่ของความมั่นคง
นอกจากเรื่องต้นทุนและความมั่นคงแล้ว สิ่งที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญมากขึ้นคือ "อธิปไตยข้อมูล" (Data Sovereignty) โดยข้อมูลของคนในประเทศหนึ่ง ควรถูกดูแลตามกฎหมายของประเทศนั้น ไม่ว่าข้อมูลจะถูกเก็บหรือประมวลผลอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม
เพราะหากข้อมูลของคนในประเทศต้องผ่านระบบหรือเทคโนโลยีของต่างประเทศที่ไม่สามารถควบคุมข้อมูลเหล่านั้นได้ทั้งหมด ก็เหมือนกับการฝากของมีค่าไว้กับคนที่เราไม่รู้ว่าเขาจะเก็บรักษาอย่างไร
กรณี DoorDash ก็เช่นกัน แม้ Kimi K2.6 จะเป็นโมเดลแบบ open-weight ที่ DoorDash รันบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง แต่สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังกังวลคือ
โมเดลนี้ถูกฝึกฝนมาอย่างไร มีอะไรซ่อนอยู่ในกลไกการทำงานหรือไม่ ?
ถ้าในอนาคตต้องอัปเดตหรือพึ่งพาผู้พัฒนาต้นทางอีก จะยังควบคุมได้เต็มที่หรือเปล่า ?
และถ้าเทคโนโลยีหลักของประเทศต้องพึ่งพาต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาวจะกระทบต่ออำนาจต่อรองและความสามารถในการปกป้องข้อมูลพลเมืองหรือไม่ ?
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ เอง เริ่มผลักดันนโยบายที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีจากต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ใช่เพราะกลัวเทคโนโลยีนั้นด้อยกว่า แต่เพราะการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ตนเองควบคุมไม่ได้อย่างเต็มที่ อาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจต่อรองและความสามารถในการปกป้องข้อมูลของพลเมืองตัวเองในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนออกกฎหมายคุ้มครองการออกแบบชิป พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ
รัฐบาลจีนเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการประกาศปรับปรุงกฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครอง "การออกแบบผังวงจรรวม" (Integrated Circuit Layout Designs) เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนและการบังคับใช้กฎหมาย หวังสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรมและเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมชิปภายในประเทศ

จีนออกกฎหมายคุ้มครองการออกแบบชิป พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ

ทำไม Google ถึงถอย! เมื่อเปิด AI สร้างภาพบน Google Earth ได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็ต้องปิดฟีเจอร์ซะงั้น
