
ภาพจำของสงครามมักเต็มไปด้วยความสูญเสียของชีวิต บ้านเรือน เศรษฐกิจ และความมั่นคง แต่เบื้องหลังของมัน ยังมี “ต้นทุนที่ถูกมองข้าม” ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติในระยะยาว นั่นคือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและวิกฤตของสภาพภูมิอากาศ
ความขัดแย้งทางทหารในปัจจุบันต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล ทั้งเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยาน รถถัง เรือรบ และระบบขนส่งกำลังพล ตลอดจนการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ล้วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ
สงครามปล่อย CO₂ มากแค่ไหน และทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากังวล
ข้อมูลจาก Climate and Community Institute ระบุว่า เพียง 14 วันแรกของความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับ อิหร่าน มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณการปล่อยก๊าซดังกล่าว สูงกว่าการปล่อยคาร์บอนรวมตลอดทั้งปีของ 84 ประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุดในโลก
หากเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้น ปริมาณคาร์บอนระดับนี้เทียบเท่ากับรถยนต์ใช้น้ำมันกว่า 1.1 ล้านคันที่วิ่งตลอดทั้งปี และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านภูมิอากาศคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์
แหล่งปล่อยคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเคลื่อนกำลังทหาร แต่ยังรวมถึงการพังทลายของอาคารพลเรือน การเผาไหม้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งล้วนเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ
สงครามกำลังกัดกิน “งบประมาณคาร์บอน” ของโลก
แนวคิด Carbon Budget คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่มนุษยชาติยังสามารถปล่อยได้ ก่อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของมนุษย์
ข้อมูลระบุว่า ณ ต้นปี 2568 โลกเหลืองบประมาณคาร์บอนประมาณ 130,000 ล้านตัน และอาจถูกใช้หมดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินต่อไปในอัตราเดิม
ในบริบทนี้ การปล่อยคาร์บอนหลายล้านตันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์จากสงคราม จึงเท่ากับการเร่งให้โลกเข้าใกล้จุดวิกฤตเร็วยิ่งขึ้น
งานวิจัยในวารสาร One Earth ภายใต้สำนักพิมพ์ Cell Press ซึ่งศึกษาความขัดแย้งใน ฉนวนกาซา พบว่า กระบวนการฟื้นฟูหลังสงคราม เช่น การก่อสร้างอาคาร การผลิตปูนซีเมนต์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ กลับเป็นตัวการปล่อยคาร์บอนที่สูงกว่าช่วงการสู้รบโดยตรงถึงประมาณ 25 เท่า
ตัวเลขการปล่อยเพิ่มจาก 1.3 ล้านตัน เป็น 33.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบด้านภูมิอากาศจากสงครามไม่ได้สิ้นสุดลง แม้ว่าสงครามจะยุติแล้ว
“ระบบนิเวศพังทลาย” มลพิษสะสมยาวนานหลายทศวรรษ
ผลกระทบจากสงครามต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีเพียงมิติของคาร์บอน แต่ยังรวมถึงการปนเปื้อนของสารเคมี การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และการล่มสลายของระบบนิเวศในวงกว้าง
เมื่อระบบประปา โรงบำบัดน้ำเสีย โรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งเก็บสารเคมีได้รับความเสียหาย สารพิษสามารถรั่วไหลลงสู่ดิน แม่น้ำ และทะเล สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นเวลานาน
รายงานจาก Conflict and Environment Observatory ระบุว่า ภายในเดือนมีนาคม 2569 พบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจากความขัดแย้งแล้วมากกว่า 300 เหตุการณ์ ใน 11 ประเทศทั่วโลก
กรณีของฉนวนกาซาถือเป็นตัวอย่างชัดเจน เพียง 120 วันแรกของสงคราม พื้นที่ดังกล่าวปล่อยคาร์บอนมากกว่าครึ่งล้านตัน พร้อมกับการล่มสลายของระบบน้ำ ภาคเกษตรกรรม และทรัพยากรประมงในเวลาเดียวกัน
กิจกรรมทางการทหาร แหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่ที่ยังอยู่นอกระบบรายงาน?
แม้ทั่วโลกพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กิจกรรมทางทหารกลับยังเป็น “พื้นที่สีเทา” ในการรายงานข้อมูล
การประเมินพบว่า กองทัพทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นประมาณ 5.5% ของการปล่อยทั้งหมดของโลก ซึ่งมากกว่าการปล่อยของประเทศส่วนใหญ่
นักวิจัยจาก University of Oxford ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ เพียงหน่วยงานเดียว มีระดับการปล่อยคาร์บอนสูงเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซจากกองทัพยังไม่ถูกรวมอยู่ในรายงานของ UNFCCC ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนของโลกนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจลดประสิทธิภาพของความพยายามในการแก้ปัญหา Climate Change
สงครามอาจทำให้โลกติดกับดักพลังงานฟอสซิลระยะยาว
สงครามยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้หลายประเทศต้องเร่งพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นมักถูกใช้งานต่อเนื่องอีกหลายทศวรรษ
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้โลกเสี่ยงติดอยู่ในวงจรการปล่อยคาร์บอนระยะยาว และชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ
สงคราม พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ความเชื่อมโยงที่ควรมองให้ครบทุกมิติ?
ท้ายที่สุด เราอาจไม่สามารถบอกได้ว่า “สงคราม” คือสาเหตุทั้งหมดของวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า สงครามเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ยิ่งซ้ำเติมและเร่งให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น
ความขัดแย้งไม่ได้กระทบแค่ด้านการเมืองหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องพลังงาน ทั้งการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ
การมองความเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ชัดขึ้น และนำไปสู่การวางแนวทางรับมือที่รอบคอบและยั่งยืนในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดโซลาร์ลดภาษีได้แล้ว! มาตรการใหม่ช่วยประชาชน ประหยัดทั้ง “ภาษี” และ “ค่าไฟ”
ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่หลายครัวเรือนต้องแบกรับ รัฐบาลได้ออกมาตรการใหม่เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ติดโซลาร์ลดภาษีได้แล้ว! มาตรการใหม่ช่วยประชาชน ประหยัดทั้ง “ภาษี” และ “ค่าไฟ”

