
‘การฝังกลบ’ หนึ่งในวิธีที่ใช้จัดการขยะจำนวนมาก แต่มักเป็นปัญหาในเรื่องพื้นที่ไม่พอ และยังสร้างผลกระทบต่อคนที่อยู่รอบพื้นที่กำจัดขยะ ทั้งเรื่องกลิ่น น้ำเสีย โดยเฉพาะชุมชนที่ต้องอยู่ใกล้กับแหล่งขยะทุกวัน
โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช ลดปัญหาฝังกลบ
กรุงเทพมหานคร ร่วมมือกับ ภาคเอกชน เปิดโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าที่อ่อนนุช ซึ่งถือเป็นบ่อระบบปิดที่ใหญ่ที่สุดในไทย เพื่อแก้ปัญหาฝังกลบขยะที่คนกังวลกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นรบกวนที่ผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง
ไฮไลท์สำคัญของโครงการนี้คือ โรงงานนี้จะเป็น “บ่อขยะแบบระบบปิด” มีการจัดการเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งขยะที่มีรวบรวมมาจะถูกนำเก็บในอาคารระบบปิด ไม่ได้กองไว้กลางแจ้ง หรือฝังกลบแบบเดิม โดยใช้ระบบแรงดันลบเพื่อช่วยควบคุมกลิ่นไม่ให้กระจายออกไปด้านนอกได้มากขึ้น
ไม่ใช่แค่เผาทิ้ง แต่ยังนำกลับมาสร้างมูลค่าได้
ขยะจะถูกเผาในเตาอุณหภูมิสูงเพื่อลดปริมาณขยะ และนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปผลิตกระแสไฟฟ้า ให้กลายเป็นพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ โดยโครงการนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 35 เมกะวัตต์
ซึ่งจะแบ่งใช้หมุนเวียนภายในโรงงานประมาณ 5 เมกะวัตต์ และขายเข้าระบบให้ทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 30 เมกะวัตต์ ในราคาตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ 3.66 บาท/หน่วย รูปแบบ FiT เป็นเวลา 20 ปี สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนประเภทรายเล็ก (SPP)
แก้ปัญหาเก่า ไม่สร้างปัญหาใหม่ มีมาตรการควบคุมรัดกุม?
โรงงานนี้มีระบบควบคุมมลพิษตามหลักมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล ตั้งแต่การควบคุมการปล่อยสารไดออกซินการฉีดพ่นปูนขาวและถ่านกัมมันต์ เพื่อช่วยดักจับไอกรดและโลหะหนักรวมถึงยังมีการติดตามคุณภาพอากาศจากปลายปล่องแบบเรียลไทม์ โดยแสดงผลผ่านจอ LED หน้าโรงงานที่สามารถดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ตรวจสอบได้แบบเปิดเผยและโปร่งใส
นอกจากนี้ ยังนำ E-nose หรือระบบจมูกอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาร่วมใช้ โดยระบบจะใช้เซนเซอร์ตรวจจับสารระเหยในอากาศ แล้วแปลงออกมาเป็นข้อมูลดิจิทัล หรือ Odor Fingerprint ก่อนให้ AI ช่วยวิเคราะห์ว่าเป็นกลิ่นมีรูปแบบไหน และมีความเข้มข้นเท่าไหร่ วิธีนี้จะช่วยให้การติดตามปัญหากลิ่นทำได้เร็วและแม่นยำขึ้น
แม้ว่านี่จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นับเป็นการขับเคลื่อนสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม ที่สะท้อนว่าหน่วยงานรัฐพยายามสร้างระบบการกำจัดขยะให้ลดผลกระทบต่อชุมชน ในแบบที่สร้างประโยชน์กลับคืนมาได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคการจัดการขยะแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่จะเป็นอีกแรงหนุนให้แผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 เป็นจริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สงครามไม่ได้ทำลายแค่ชีวิต แต่กำลังเร่งวิกฤตโลกร้อนแบบเงียบ ๆ?
เจาะลึกผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากสงคราม แหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่ที่เร่งวิกฤตโลกร้อน และทั่วโลกยังมองข้าม

ติดโซลาร์ลดภาษีได้แล้ว! มาตรการใหม่ช่วยประชาชน ประหยัดทั้ง “ภาษี” และ “ค่าไฟ”
