
สังคม
ทำไม “เอกนิติ” ไม่ไปต่อกับ Easy e-Receipt แต่เร่งเครื่องดัน “คนละครึ่งพลัส” แทน
11 กุมภาพันธ์ 2569
ช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม เอก นิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงตัดสินใจ ไม่ไปต่อกับโครงการ “Easy E-Receipt”
ทั้งที่โครงการนี้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นยอดขาย และยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้า ขณะเดียวกัน กลับเร่งผลักดัน “คนละครึ่งพลัส” ที่เป็นนโยบายประชานิยมขึ้นมาแทน
Easy E-Receipt มาตรการที่ช่วยวางรากฐานการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
หากมองในเชิงโครงสร้าง Easy E-Receipt ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญ เพราะเป็นมาตรการที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยนำระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นเครื่องมือจูงใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง
ซึ่งโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ยังเป็นความพยายามในการจัดระเบียบเศรษฐกิจนอกระบบ ดึงร้านค้า พ่อค้าแม่ขาย และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบภาษี สร้างฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
Easy E-Receipt จึงถือเป็นมาตรการที่วางรากฐานได้ถูกจุดในเชิงโครงสร้าง และเดินไปในทิศทางเดียวกับการขับเคลื่อนรัฐดิจิทัล
แต่ในช่วงที่ผ่านมาสภาพคล่องเศรษฐกิจในตอนนี้ยังไม่สู้ดี จึงทำให้รัฐบาลประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า Easy E-Receipt ยังไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นการใช้จ่ายมากนัก โครงการนี้จึงไม่ได้ไปต่อ
คนละครึ่ง มาตรการที่เห็นผลทันที?
ต้องยอมรับว่าโครงการ คนละครึ่งพลัส เป็นมาตรการที่เห็นผลเร็ว ต่างจาก Easy E-Receipt ที่ผลลัพธ์ต้องใช้เวลา ในช่วงที่ผ่านมา คนละครึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้ เพราะรัฐช่วยออกเงินร่วมกับประชาชน ทำให้เกิดการจับจ่ายทันที เงินหมุนเวียนไปถึงร้านเล็กในชุมชน ร้านอาหาร รถเข็น และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ แต่ถ้าว่ากันในเชิงนโยบาย คนละครึ่ง อาจไม่ได้ช่วยจัดระเบียบระบบภาษีหรือยกระดับการใช้เทคโนโลยีได้มากเท่ากับ Easy E-Receipt
แจก - จ่าย - จบ ?
ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง Bloomberg เคยวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่า การเลือกตั้งปี 2026 คือการแข่งขันระหว่างพรรคที่ชูแนวคิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง กับกลุ่มที่ยังคงพึ่งพา “นโยบายประชานิยม” ซึ่งเน้นการแจกเงินและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและอาจช่วยให้ประชาชนมีเงินหมุนเวียน
แต่หากมองในมุมโครงสร้างเศรษฐกิจแล้วมาตรการกระตุ้นหรือแจกเงิน แม้เป็นที่นิยม แต่ไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจหลักของไทยได้
หรือนี่คือการ เลือก “จังหวะ” ก่อนเลือก “ความสมบูรณ์แบบ”
การที่ “เอก นิติ” ตัดสินใจไม่เดินหน้าโครงการ Easy E-Receipt ในรอบนี้ จึงอาจไม่ใช่การปฏิเสธบทบาทของเทคโนโลยีหรือการจัดระเบียบเศรษฐกิจ หากแต่เป็นการยอมรับความจริงว่า มาตรการเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องอาศัยทั้งจังหวะเวลา และความพร้อมของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือ การกระตุ้นกำลังซื้อที่เกิดผลได้จริงในทันที ขณะที่โครงการอย่าง Easy E-Receipt อาจเหมาะสมมากกว่า หากนำกลับมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และรอความพร้อมของภาคธุรกิจที่จะปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า รัฐบาลชุดใหม่จะรับมือและแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ได้อย่างไร เพราะหากยังไม่แก้ที่ต้นเหตุ เศรษฐกิจไทยก็เสี่ยงติดหล่มไปตลอดกาล
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สศก. ดัน เกษตรดิจิทัล-ดาวเทียม ยกระดับรายได้เกษตรกร เพิ่มขีดแข่งขันภาคเกษตรไทย
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าใช้เกษตรดิจิทัลและเทคโนโลยีดาวเทียม เป็นกลไกหลักในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย

สศก. ดัน เกษตรดิจิทัล-ดาวเทียม ยกระดับรายได้เกษตรกร เพิ่มขีดแข่งขันภาคเกษตรไทย

กฎใหม่อินเดีย บริษัทโซเชียลต้อง "ลบเนื้อหาโซเชียล" ใน 3 ชั่วโมง ถ้ารัฐสั่ง
