
สังคม
โลกกำลังเข้าสู่ยุควิกฤตการณ์ "ขีปนาวุธอีกครั้ง"? ในวันที่ AI พัฒนาไปไกลเกินการควบคุม
21 กันยายน 2569
AI นั้นถูกสร้างมาเพื่อรับใช้สังคม และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา สนับสนุนกระบวนการต่าง ๆ ให้แก่รัฐบาล-เอกชน จนไปจนถึงภาคประชาชน แต่ปัจจุบันที่โลกต้อง เผชิญหน้ากับการแข่งขันด้านต่างๆระหว่างมหาอำนาจสองและแน่นอนว่า AI ก็เป็นหมากตัวสำคัญของเกมการแข่งขันครั้งนี้
การพัฒนา AI จึงต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจ จนเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่ในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การออกกฎและมาตรการกำกับดูแลกลับทำได้ช้ากว่า ทำให้กฎหมายและกติกาหลายอย่างยังตามไม่ทันเทคโนโลยี ส่งผลให้ AI ในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงที่การกำกับดูแลไม่ครอบคลุมและรัดกุมเท่าที่ควร
AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่คอยสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังเริ่มเข้ามามีส่วนในการเป็นอาวุธทางการทหารแล้ว โดยเริ่มมีรายงานว่า AI สามารถวางแผนทางการทหาร รวมถึงการตรวจจับเป้าหมายในการสังหาร
ทำให้ผู้คนเริ่มหวาดกลัว และไม่ไว้วางใจ AI มากขึ้น อีกทั้งการที่อดีตนักวิจัยของ Anthropic และ OpenAI อย่าง Jacob Coxon ลาออก และออกมาเตือนถึงการพัฒนาที่รวดเร็วของ AI ว่าอาจส่งผลกระทบความเสียหายให้แก่มนุษย์ได้ รวมถึงเลขาธิการของสหประชาชาติอย่าง Antonio Guterres ก็ได้มีการออกมาแสดงความกังวลต่อ AI
หรือโลกกำลังถอยกลับสู่ยุคของสงครามเย็น?
โลกในปัจจุบันเริ่มเข้าสู่บรรยากาศตึงเครียดและคละคลุ้งด้วยความหวาดระแวง จนเหมือนเราได้ย้อนกลับไปสู่ยุค “สงครามเย็น” อีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ -สหภาพโซเวียต ต่างแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงอำนาจ และเผยแพร่อุดมการณ์ รวมถึงพื้นที่ทางการค้า
จนไปถึงการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้โลกอยู่ในสภาวะหวาดระแวง จนกระทั่งวันที่ความหวาดกลัวถึงขั้นขีดสุด เมื่อขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์เข้าใกล้รัศมีการยิงไปยังพื้นที่ของสหรัฐฯ จึงเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญของโลกอย่าง “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” ขึ้น
แม้อาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกยิง และมหาอำนาจทั้งสองสามารถหาทางออกให้วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวิกฤตครั้งนี้ทำให้มนุษยชาติเกือบเข้าสู่หายนะ ที่จะสร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมาก
เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้นานาชาติร่วมมือกันเพื่อถอดบทเรียน และทำข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งไม่ให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญา Partial Test Ban Treaty (PTBT) ในปี ค.ศ. 1963 และ Nuclear Non-Proliferation Treaty (NPT) ในปี ค.ศ. 1968
สนธิสัญญาเข้ามามีบทบาททำให้การพัฒนาอาวุธถูกทำให้ช้าลงและลดลงไปเรื่อย ๆ จน “นิวเคลียร์” จากสิ่งที่ทุกคนหวาดกลัว เริ่มกลายเป็นการถูกพัฒนาและนำมาใช้เป็นพลังงานที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม
แล้วเราจะสามารถนำสงครามเย็นมาเป็นบทเรียนในยุคปัจจุบันได้อย่างไร?
หากมองย้อนกลับไปในอดีต AI ก็เปรียบเสมือนกับขีปนาวุธ ที่มหาอำนาจต่างแข่งขันกันพัฒนาจนเข้าข่ายวิกฤต แต่วิกฤตครั้งนี้เรานำมาถอดบทเรียนได้ ในอดีต การแก้ไขปัญหาโดยสนธิสัญญาจนถึงชะลอการพัฒนาขีปนาวุธนั้น กว่าจะเกิดขึ้นก็เกือบการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่เราไม่จำเป็นต้องไปยังจุดนั้นเหมือนในอดีต
การชะลอการพัฒนา AI อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในยุคที่การแข่งขันสูง บริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนา AI ก็เริ่มมีกระแสเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการที่ OpenAI หยุดแผนการ IPO หรือการที่ CEO ของ Anthropic อย่าง Dario Amode ออกมาเรียกร้องให้ชะลอในการพัฒนา AI
ขณะเดียวกันฝั่งประเทศมหาอำนาจเองก็เริ่มส่งสัญญานรับรู้ถึงความเสี่ยงของ AI แล้ว โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากจีน-สหรัฐฯ มีการเสนอแนวทางในการควบคุมตัวของ AI ให้แก่รัฐบาลทั้งสองประเทศให้มีแนวทางร่วมกันในกรณี AI เกิดความผิดพลาด และพร้อมเสนอให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีทางการทหารมากขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น ภาคเอกชนก็ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้เพียงลำพัง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการร่วมมือกันในระดับนานาชาติ เพื่อพูดคุยและกำหนดแนวทางร่วมกันในการพัฒนา AI
สิ่งสำคัญคือการสร้างกฎหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดกรอบการพัฒนา AI ให้มีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หรือ AI จะมาเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาในโลกโบราณคดี?
ในอดีต นักโบราณคดีได้ค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก จากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่ก็ยังมีโบราณวัตถุอีกไม่น้อยที่ยังรอการค้นพบ ด้วยข้อจำกัดของอุปกรณ์หลายๆ อย่าง รวมถึงวัตถุโบราณอีกหลายชิ้นที่ถึงแม้จะถูกค้นพบแล้ว แต่ก็ยังมีปริศนาที่ซ่อนอยู่

เมื่อจีนกับสหรัฐฯ มองอนาคต AI ไม่เหมือนกัน ความต่างที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันเทคโนโลยีโลก?
