
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 กำลังถูกจับตา เพราะนี่คือแผนที่จะกำหนดทิศทางค่าไฟ ความมั่นคงพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจยุคใหม่จากอุตสาหกรรมดิจิทัลและการลงทุนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ต้องใช้ไฟมากขึ้น
แผนใหม่ที่อาจเป็นทางลัดสู่ Net Zero
โดยแผนนี้มีข้อสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเรื่องนี้คือ การขยายกรอบการวางแผนไปถึงปี 2050 เพื่อให้สอดรับเป้าหมาย Net Zero ที่เร็วขึ้น รวมถึงการลดบทบาทถ่านหินและฟอสซิล โดยจะไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ และทยอยปลดโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่หมดอายุออกจากระบบ
ซึ่งในการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผน PDP ฉบับใหม่ ประชาชนและเครือข่ายด้านพลังงานเสนอให้รัฐยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่แบบเอาจริง และทยอยปลดโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่หมดอายุออกจากระบบ เพื่อไม่ให้แบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบระยะยาว
นอกจากนี้แผนผลิตไฟฟ้าในปี 2580 ยังระบุว่าจะทยอยปลดกำลังผลิตไฟฟ้าเดิมออกจากระบบรวม 18,884 เมกะวัตต์ ซึ่งครอบคลุมถึงโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่หมดอายุโครงการอีกด้วย
ถ้าการผลิตพลังงานแบบเก่าถูกยุติ แล้วอะไรจะมาแทน?
แน่นอนว่าหนึ่งในเป้าหมายสำคัญเพื่อรองรับการลดบทบาทโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ให้มากขึ้น
โดยตั้งเป้าว่าในปลายแผนปี 2580 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนอย่างน้อย 51% จากเดิมที่ราว 36% เพื่อให้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนกำลังผลิตจากฟอสซิลตามแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และในบางร่างของแผนอาจปรับเป้าหมายสูงขึ้นถึง 60% เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย
การเปลี่ยนผ่านใหม่ ที่อาจช่วยลดการผูกขาดไฟฟ้า
ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการพูดถึงโครงการนำร่องอย่าง Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ปริมาณ 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่ม Data Center สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเสรีภาคไฟฟ้าในไทย ซึ่งผ่านคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าจะเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น แบบไม่ผูกติดกับการซื้อขายในรายใหญ่เพียงอย่างเดียว
แต่อาจต้องจับตาดูกันว่าแนวทางนี้จะเกิดขึ้นได้จริงแค่ไหนจากปัจจัยหลักของ “สายส่งไฟ” ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้สามารถส่งไฟผ่านโครงข่าย ด้านเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ก็เคยให้ความเห็นกับเรื่องนี้ไว้ว่า ผู้ผลิตรายใหม่ต้องมั่นใจว่าจะสามารถส่งไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องจริง และผู้ใช้รายเดิมต้องไม่กระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบที่เกิดขึ้นนี้
โดย กพพ. ก็มีโครงสร้างการกำกับ Direct PPA ออกเป็น 3 ด้านสำคัญ
1. หลักเกณฑ์กำกับดูแล (Regulatory Framework)
กำหนดกติกาหลักของผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้ดูแลระบบสายส่ง ที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรม
2. Third Party Access Code (TPA Code)
เป็นคู่มือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า เช่น วิธีเข้าถึงสถานีไฟฟ้า ขั้นตอนเชื่อมต่อสายส่ง และการประสานงานกับการไฟฟ้าต่างๆ ทำให้ TPA Code คือหัวใจของการเปิดระบบไฟฟ้า แข่งขันได้มากขึ้น
3. โครงสร้างค่าบริการ (TPA Charge)
ต้นทุนและค่าบริการที่ต้องพิจารณาหลายรายการ เช่น Wheeling Charge ค่าผ่านระบบสายส่ง เป็นต้น
เพื่อให้เกิดการแข่งขันได้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะต่อผู้ใช้ไฟรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็กในไทย
โดยเมื่อแผนถูกประกาศใช้ นี่จะกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนโดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้า ลดความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดมากขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

TotalEnergies คว้าสัญญา 21 ปี จัดหาพลังงานศูนย์ข้อมูล Google ในมาเลเซีย
TotalEnergies บริษัทพลังงานยักษ์ฝรั่งเศส ประกาศคว้าสัญญาระยะยาว 21 ปี กับ Google บริษัทในเครือ Alphabet เพื่อจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ข้อมูลของ Google ในมาเลเซีย


