
AI Deepfake และ AI Scam กำลังเปลี่ยนโฉมการหลอกลวงทางออนไลน์ให้ซับซ้อนและแนบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการสร้างเสียง ภาพ และวิดีโอเสมือนจริง จนการแยกแยะด้วยสายตาหรือการได้ยินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขความเสียหายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คนไทยสูญเสียเงินจากภัยออนไลน์รวมกว่า 25,000 ล้านบาท และเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ความเสียหายก็เกิน 6,000 ล้านบาทแล้ว ขณะที่ สกมช. ระบุว่าปัจจุบันมิจฉาชีพสร้างความเสียหายเฉลี่ยวันละ 70 ล้านบาท
นอกจากกลโกงรูปแบบเดิม อาชญากรยังนำ AI มาใช้ในการโคลนเสียง ปลอมใบหน้า สร้างวิดีโอหลอกลวง และแอบอ้างตัวตนในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น
คำถามคือ กฎหมายไทยในปัจจุบัน รวมถึงกฎหมาย AI ที่กำลังอยู่ระหว่างการร่าง มีความพร้อมต่อการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้เพียงใด
⚫️ กฎหมายที่มีอยู่รองรับความเสี่ยงได้เพียงใด?
ปัจจุบัน กฎหมายที่สามารถนำมาใช้ได้มีอยู่หลายฉบับ ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำภาพของผู้อื่นที่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลงจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ซึ่งสามารถนำมาใช้กับ Deepfake ได้ในบางกรณี แต่เป็นการดำเนินการหลังเกิดเหตุเป็นหลัก
ส่วน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อาจถูกนำมาใช้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีการนำข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้าหรือเสียง ไปประมวลผลโดยไม่ได้รับความยินยอม แต่ในทางปฏิบัติ การพิสูจน์การละเมิดและการบังคับใช้กฎหมายยังมีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
ความท้าทายคือ กฎหมายปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือ Generative AI โดยตรง ทำให้หลายกรณียังคงต้องอาศัยการตีความกฎหมายที่มีอยู่
⚫️ ทิศทางการกำกับดูแลที่เริ่มชัดขึ้น
แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมาย AI โดยเฉพาะ แต่ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมากขึ้น
ในฝั่งแพลตฟอร์ม Meta เตรียมบังคับใช้มาตรการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาในประเทศไทย เพื่อช่วยลดปัญหาโฆษณาหลอกลวงและการแอบอ้างบุคคลสาธารณะ
ขณะที่ภาครัฐ กระทรวงดิจิทัลฯ (DE) และ ETDA ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักการกฎหมาย AI ฉบับแรกของไทย โดยมุ่งเน้นการกำกับดูแล AI ที่มีความเสี่ยงสูง การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการส่งเสริมนวัตกรรมผ่านแนวคิด AI Sandbox
ซึ่งร่างดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและจัดทำหลักการ จึงยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอีกหลายขั้นตอนก่อนจะมีผลบังคับใช้จริง
แม้จะเริ่มเห็นความคืบหน้าในการกำกับดูแล AI แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
ทั้งประสิทธิภาพในการรับมือภัยที่เกิดนอกแพลตฟอร์มหลัก และร่างกฎหมาย AI ที่ยังมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องหาข้อสรุป ทั้งนิยามของ "ความเสี่ยงสูง" ขอบเขตความรับผิดชอบ และกลไกการคุ้มครองผู้เสียหาย
ในระหว่างที่กฎหมายยังอยู่ระหว่างการพัฒนา การรับมือความเสี่ยงจาก AI จึงยังต้องพึ่งพาการระมัดระวังของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ
⚫️ หากตกเป็นเหยื่อ ควรทำอย่างไร?
หยุดธุรกรรมทันที ติดต่อธนาคารเพื่อขอระงับบัญชีหรืออายัดการโอนเงินให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีที่เร็วขึ้นอาจเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืน
▪️แจ้งเหตุโดยเร็ว ผ่านสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ทันท่วงที
▪️เก็บหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอ ประวัติการโทร ข้อความสนทนา หรือลิงก์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและดำเนินคดี
นอกจากนี้ การป้องกันล่วงหน้ายังคงเป็นแนวทางที่สำคัญ เช่น การตั้งรหัสลับร่วมกับคนในครอบครัวเพื่อใช้ยืนยันตัวตน และหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ รหัส OTP หรือโอนเงินตามคำขอผ่านโทรศัพท์หรือวิดีโอคอล
ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้คือ ธนาคารทุกแห่งไม่มีนโยบายส่งลิงก์ผ่าน SMS เพื่อขอข้อมูลส่วนบุคคล และไม่มีการขอให้ลูกค้าโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีหรือยืนยันตัวตน
สุดท้ายนี้ แม้กฎหมาย AI ของไทยจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่การรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยทั้งการกำกับดูแลและความตระหนักรู้ควบคู่กันไป
ในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ การรู้เท่าทันรูปแบบการหลอกลวง และรู้ช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ อาจเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการลดความเสียหายจากภัยไซเบอร์ยุค AI
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปฏิบัติการข้ามชาติ! Meta ผนึก สตช.–พันธมิตร ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับผู้ต้องหา 63 ราย
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ Meta กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก

ปฏิบัติการข้ามชาติ! Meta ผนึก สตช.–พันธมิตร ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับผู้ต้องหา 63 ราย

