
การปรับเกณฑ์ภาษีรอบใหม่กำลังเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างจริงจัง โดยกระทรวงการคลังเริ่มเดินหน้าหารายได้เข้ารัฐ เพื่อประคองระดับการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ที่จะควบคุมเสถียรภาพหนี้สาธารณะ และสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” ให้รัฐบาลยังมีแรงเหลือพอที่จะรับมือวิกฤตหรือภาระอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หรือแรงกดดันด้านสวัสดิการที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองภาษีแค่เป็นรายได้ แต่เป็นกลไกคุมเสถียรภาพประเทศ
ภาษีอะไรบ้างที่เตรียมปรับ แล้วใครที่ต้องรับมือ ?
หากใครติดตามข่าวก็จะพอเห็นการเคลื่อนไหวด้านภาษีมาบ้าง จากการประกาศของประทรวงการคลังที่ผ่านมา ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่ต้องจับตามองคือ
กรมสรรพากร
ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิม 7% ให้ขยับขึ้นเป็น 10% ภายในปี 2573 ผ่านการปรับเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได
ตอบรับนโยบาย Global Minimum Tax ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับสากลที่กำหนดให้ “บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 15%” เพื่อลดการโยกย้ายกำไรไปประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ เพื่อรักษารายได้ภาษีส่วนต่างไว้ภายในประเทศ
กรมสรรพสามิต
เตรียมขึ้นภาษีน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล และเพิ่มภาษีในกลุ่มสินค้าอย่างสุรา ยาสูบ และการเตรียมนำภาษีความเค็มมาบังคับใช้ มีการนำภาษีคาร์บอนเข้ามาใช้เพื่อควบคุมมลพิษ ควบคู่ไปกับปัจจัยภายนอกอย่าง ราคาน้ำมันดิบโลก และสถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมัน เพื่อให้การจัดเก็บภาษีในอนาคตสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอย่างเหมาะสม
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ส่งเสริมการออมผ่านบัญชีลงทุนรูปแบบใหม่อย่าง TISA และปรับเพดานค่าลดหย่อนให้ครอบคลุมกองทุนหลายประเภทในวงเงิน 800,000 บาทต่อปี โดยใช้เกณฑ์การคำนวณสิทธิประโยชน์ตามระดับรายได้
สำหรับกลุ่มผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จะได้รับสิทธิลดหย่อนในอัตราที่สูงขึ้นถึง 1.3 เท่า ของเงินลงทุนจริง ส่วนคนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ก็จะถูกจำกัดสิทธิลดหย่อนเหลือ 0.7 เท่า เพื่อลดการอุดหนุนจากภาครัฐเพราะเป็นกลุ่มที่มีฐานะมั่นคงอยู่แล้ว กระจายโอกาส และส่งเสริมการสะสมความมั่งคั่งในกลุ่มชนชั้นกลางอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
AOT (ทอท.)
ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) จาก 730 บาทเป็น 1,120 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 69 ใน 6 ท่าอากาศยานหลักของ AOT ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่
นี่ไม่ใช่การปรับขึ้นภาษีแบบสุ่ม แต่อาจเกิดจากปัญหาใหญ่ที่สะสมมานาน ?
เรื่องนี้กำลังสะท้อน วิกฤตความมั่นคงทางการคลังของไทยที่สะสมมาอย่างยาวนานจากวินัยการเงินการคลังของหลายรัฐบาลที่ผ่านมานับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการกู้เงินมาใช้ในการรับมือราว 1 ล้านล้านบาท เพื่อประคองเศรษฐกิจ และใช้จ่ายในนโยบายประชานิยมรูปแบบต่างๆ ที่เน้นการแจกเงิน และการอุดหนุนงบประมาณ ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นจนต้องมีการปรับเพดานหนี้เพื่อรองรับภาระที่เกิดขึ้น หมายความว่านโยบายที่แจกจ่ายจบในวันนี้ อาจจมีประชาชนบางกลุ่ม ที่ต้องจ่ายคืนในวันหน้า
และสถานการณ์นี้ อาจกำลังชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายของไทย ที่ยังขาดประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ผ่านกลไกทางเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น เพราะแผนภาษีที่ปรับเปลี่ยนอาจเป็นเพียงการกู้โครงสร้างทางการเงินระยะสั้นที่รัฐหวังช่วยให้ไทยยังไปต่อได้
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คันแรกของประเทศจากฝีมือคนไทย “รถไฟฟ้ารางเบา” ทดสอบใช้จริงแล้วมทร.อีสาน
รถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) คันแรกของไทย เริ่มเปิดทดลองใช้แล้วที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ต้นแบบขบวนแรกที่ออกแบบและประกอบขึ้นในไทย เริ่มทดสอบการวิ่งบนรางระยะทาง 450 เมตร

ทำไมญี่ปุ่นต้องเร่งใช้ JESTA เมื่อการท่องเที่ยวฟื้นแรง จน “ระบบเดิม” รับไม่ไหว
