
สังคม
เมื่อจีนกับสหรัฐฯ มองอนาคต AI ไม่เหมือนกัน ความต่างที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันเทคโนโลยีโลก?
21 กันยายน 2569
ปัจจุบันโลกกำลังจับตาการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าใครจะพัฒนาโมเดลได้ก้าวหน้ากว่าเท่านั้น เพราะเบื้องหลังการแข่งขัน ยังสะท้อนมุมมองและแนวทางที่ทั้งสองประเทศมีต่อบทบาทของ AI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
จีนมอง AI เป็นโอกาส แต่สหรัฐฯ กังวลถึงความเสี่ยง?
ความแตกต่างแรกที่เห็นได้ชัด คือในขณะในสหรัฐฯ กำลังถกเถียงเรื่อง AI ส่วนหนึ่งไปไกลถึงความเสี่ยงระดับ existential risk ที่หาก AI มีความสามารถสูงจนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้
เพราะหาก AI มีความสามารถสูงจนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ ก็อาจเกิดความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อมนุษยชาติได้ นักวิจัยและผู้บริหารบริษัท AI บางส่วนจึงเริ่มออกมาเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลและควบคุมการพัฒนา AI ขั้นสูงกันแล้ว
แต่ขณะเดียวกัน ฝั่งจีนกลับมองเรื่องนี้ในอีกมุม เพราะปัจจุบัน AI กำลังเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนจีนอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่บริการภาครัฐ การศึกษา อีคอมเมิร์ซ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ส่งของ
โดยข้อมูลจาก Morgan Stanley ชี้ว่าคนจีนมีแนวโน้มเปิดรับ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าสหรัฐฯ ขณะที่จำนวนผู้ใช้ Generative AI ในจีนเองก็เพิ่มจาก 249 ล้านคนในเดือน ธ.ค. 67 เป็น 602 ล้านคนในเดือน ธ.ค. 68
แต่ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าคนจีนจะมองว่า AI ปลอดภัยหรือไม่มีความเสี่ยง แต่สะท้อนว่า สังคมจีนและสหรัฐฯ กำลังมองความเสี่ยงของ AI ผ่านคนละมุม
เพราะเฉิน อี้ซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน มีการกล่าวถึงความเสี่ยงจาก AI โดยมีเตือนถึงการใช้ AI เนื้อหา Deepfake และเครือข่ายบัญชีออนไลน์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ปลุกกระแสต่อต้าน และทำสงครามข้อมูล นอกจากนี้ยังพูดถึงความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การขโมยข้อมูล และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพของสังคมด้วย
สหรัฐฯ เร่งสร้าง AI ให้เก่งขึ้น แต่จีนเร่งทำให้ AI ถูกใช้งานในวงกว้าง
ความแตกต่างนี้เห็นได้ชัดในภาคธุรกิจ เพราะแม้ทั้งสหรัฐฯ และจีนจะเร่งลงทุนด้าน AI อย่างหนักเหมือนกัน แต่บริษัทในสองประเทศกลับกำลังเดินเกมภายใต้เงื่อนไขที่ต่างกัน
สหรัฐฯ มีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เงินทุนจำนวนมาก รวมถึงความได้เปรียบด้านชิปและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การแข่งขันส่วนใหญ่ยังมุ่งไปที่การพัฒนาโมเดล AI ให้มีความสามารถสูงขึ้น และผลักดันเทคโนโลยีรุ่นใหม่ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม
แต่ฝั่งจีน กลับต้องรับมือกับข้อจำกัดในการเข้าถึงชิป AI ขั้นสูง จากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ บริษัทจีนจึงให้ความสำคัญกับการทำให้โมเดลใช้ทรัพยากรน้อยลง ลดต้นทุน และนำ AI ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจและชีวิตประจำวันมากขึ้น
เราจึงเห็นบริษัทจีนจำนวนมากนำ AI เข้าไปอยู่ในบริการที่คนใช้เป็นประจำ บางโมเดลเปิดให้ใช้งานฟรีหรือมีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกัน AI ก็ถูกนำไปใช้ในภาคการผลิต อีคอมเมิร์ซ และบริการต่างๆ อย่างรวดเร็ว
พูดง่ายๆคือ การแข่งขัน AI ปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครสร้างโมเดลที่เก่งกว่า แต่ยังวัดกันที่ว่า ใครสามารถนำ AI ไปใช้งานจริงและขยายไปสู่ภาคเศรษฐกิจในวงกว้างได้เร็วกว่า
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยี แต่กำลังขยายไปถึงวิธีที่แต่ละประเทศนำ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ การทำงาน การใช้ชีวิต และการกำกับดูแลสังคมอีกด้วย
ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือเมื่อ AI ถูกพัฒนาและนำไปใช้อย่างกว้างมากขึ้น แนวทางของสองประเทศนี้จะสามารถเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ให้กลายเป็นอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและสังคมได้มากแค่ไหน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐดัน “มหาวิทยาลัยน่าน” สู่ Innovation Sandbox University เตรียมชงร่าง พ.ร.บ. เข้า ครม.
รัฐบาลเตรียมนำร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยน่าน เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อปรับมหาวิทยาลัยน่านให้เป็น Innovation Sandbox University และเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรในพื้นที่

รัฐดัน “มหาวิทยาลัยน่าน” สู่ Innovation Sandbox University เตรียมชงร่าง พ.ร.บ. เข้า ครม.

