
ยุคปัจจุบัน “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” กลายเป็นโจทย์สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ท่ามกลางการเร่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อขับเคลื่อนประเทศ
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้จัดการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เพื่อหารือทิศทางการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา คือการที่ภาครัฐเริ่มเดินหน้าผลักดัน 3 เทคโนโลยีสำคัญแห่งอนาคต ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การประมวลผลควอนตัม (Quantum Computing) และระบบคลาวด์ (Cloud Computing) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ยุคใหม่ ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที
เมื่อรหัสผ่านไม่ปลอดภัยมากพอ จึงต้องยกระดับ “การยืนยันตัวตนมากขึ้น”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาคือการยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
จากกรณี Credential Leak หรือการรั่วไหลของบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน ที่ผู้โจมตีข้อมูลหลุดของผู้ใช้งานจาก Dark Web, Breach Forum หรือกลุ่ม Telegram เพื่อเข้าถึงระบบของหน่วยงานต่าง ๆ
สกมช. จึงเตรียมผลักดันให้หน่วยงานเปลี่ยนมาใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) ควบคู่กับ Digital Identity อย่าง ThaID เพื่อลดความเสี่ยง และยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
AI for Security and Security for AI “นโยบายสองด้านที่ต้องไปพร้อมกัน”
อีกหนึ่งนโยบายที่น่าจับตาคือ AI for Security and Security for AI ซึ่งมีเป้าหมาย 2 ด้านควบคู่กัน คือ การนำ AI มาช่วยยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ และการปกป้องระบบ AI เองไม่ให้ถูกโจมตีหรือถูกนำไปใช้สร้างความเสียหาย เช่น การผลิต Deepfake หรือการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน โดยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การพัฒนาคน การวางกระบวนการและมาตรฐาน และการสร้างเทคโนโลยีและระบบนิเวศด้าน AI Security ของประเทศ
เตรียมก่อนที่ควอนตัมจะมาถึง “Quantum-Ready 2030”
ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัม ผ่านนโยบาย “Quantum-Ready 2030” ที่มีเป้าหมายเตรียมความพร้อมระบบสารสนเทศของทั้งภาครัฐและเอกชน ให้สามารถรองรับมาตรฐานการเข้ารหัสยุคใหม่ หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC) ภายในปี 2573
แผนดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
การสำรวจและปรับเปลี่ยนระบบรหัสลับเดิม
เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านระบบเข้ารหัสให้รองรับเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคตการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ยกระดับระบบและเทคโนโลยีสำคัญของประเทศให้มีความปลอดภัยมากขึ้นการสร้างบุคลากรและระบบนิเวศด้านควอนตัม
พัฒนาคน ความรู้ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศการกำหนดมาตรฐานและกติกากำกับดูแล
วางแนวทางและมาตรฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยียุคใหม่
เพื่อให้ระบบสำคัญของประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัมได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการยกระดับความปลอดภัยของระบบคลาวด์ การปรับปรุงกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านไซเบอร์ที่แข็งแรงมากขึ้น
การเริ่มวางรากฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ MFA การเตรียมรับมือยุคควอนตัม หรือการกำหนดมาตรฐาน AI Security จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน ปกป้องข้อมูลของประชาชน และช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันในโลกดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศในการเตรียมรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และสะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการผลักดันนโยบายด้านดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและสร้างประโยชน์ระยะยาวในอนาคต
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อีกแล้ว! Meta เลิกจ้างพนักงานระลอกใหม่กว่า 1,300 คน
ล่าสุดบริษัท Meta มีมาตรการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ในพื้นที่ King County รัฐวอชิงตัน รวมกว่า 1,395 คน ตามรายงานที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

