
เดิมที ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแข่งขันกันด้วยราคาและการทำตลาด แต่ต่อจากนี้เกมการแข่งขันอาจเปลี่ยนไปอยู่ที่ฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น
เพราะล่าสุด รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV และ REEV นำเข้าจากต่างประเทศเป็น 35% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 70 จากเดิม 10% และ 15% ตามลำดับ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยยังคงเสียภาษีเพียง 2%
ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนให้กับรถยนต์นำเข้าบางรุ่น และทำให้ราคาขายในตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ที่ยังไม่มีโรงงานผลิตในประเทศไทย เช่น Tesla , Volvo , Porsche และ Audi
ขณะที่ค่ายรถยนต์จีนบางรายประเมินว่า รถบางรุ่นอาจมีราคาสูงขึ้นราว 10% หรือเพิ่มขึ้นตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับต้นทุนและโครงสร้างราคาของรถแต่ละรุ่น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่าการปรับโครงสร้างภาษี เพราะกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการแข่งขันและกำหนดทิศทางใหม่ให้กับตลาด EV ไทย
ภาษี 35% เปลี่ยนเกมค่ายรถ EV ใครผลิตในไทยได้เปรียบกว่า
ที่ผ่านมา ไทยเป็นตลาดสำคัญที่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่างชาติเข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่ใช้จุดเด่นด้านราคาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ การนำเข้ารถยนต์มาขายช่วยให้บริษัทเริ่มทำตลาดและสร้างฐานลูกค้าได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานในไทยตั้งแต่ต้น
แต่เมื่อภาษีนำเข้าสูงขึ้น การนำรถเข้ามาขายย่อมมีต้นทุนเพิ่ม และอาจทำให้แข่งขันด้านราคากับค่ายที่ผลิตรถในไทยได้ยากขึ้น ส่งผลให้การตั้งโรงงานในประเทศเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะค่ายรถที่ต้องการทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ทิศทางนี้เริ่มเห็นได้จาก Leapmotor ที่เตรียมลงทุนตั้งโรงงานในไทยและตั้งเป้าเริ่มผลิตในปี 70 ขณะที่ XPENG อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งฐานประกอบรถยนต์ในประเทศ ส่วน BYD ซึ่งมีโรงงานในจังหวัดระยองและเริ่มผลิตแล้วตั้งแต่ปี 67 ก็มีฐานการผลิตพร้อมรองรับการขยายธุรกิจ
ภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นจึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่ายรถต้องหันมาทบทวนแผนธุรกิจ ว่าจะนำเข้ารถมาขายต่อ หรือหันมาลงทุนผลิตในไทยเพื่อควบคุมต้นทุนและแข่งขันในตลาดระยะยาว
ไทยต้องการมากกว่าโรงงาน EV คือการสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าให้เติบโต
การดึงค่ายรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในไทยเป็นโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม EV ของประเทศ เพราะการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเชื่อมกับธุรกิจหลายด้าน ทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุม ซอฟต์แวร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
หากไทยสามารถดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และทำให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
แต่การมีโรงงานประกอบรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าไทยจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพราะหากชิ้นส่วนสำคัญและระบบต่าง ๆ ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศก็อาจมีจำกัด
รัฐบาลจึงต้องส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ พัฒนาผู้ผลิตไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างแรงงานที่มีทักษะ เพื่อให้การลงทุนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยได้จริง
รถ EV นำเข้าแพงขึ้น ทางเลือกของผู้ซื้อจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?
แม้การขึ้นภาษีจะช่วยให้รถที่ผลิตในประเทศได้เปรียบมากขึ้น แต่ผู้บริโภคอาจต้องซื้อรถ EV นำเข้าในราคาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ที่ยังไม่มีโรงงานในไทย ขณะที่ค่ายรถอาจปรับราคา ลดส่วนลด หรือชะลอการนำรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาด ทำให้ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการแข่งขันในตลาด หากรถผลิตในประเทศได้เปรียบมากเกินไปและมีผู้ผลิตให้เลือกจำกัด ก็อาจลดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพในระยะยาว ส่วนเงื่อนไขโควตานำเข้าสำหรับค่ายรถที่ลงทุนตั้งโรงงานและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ก็จะมีผลต่อความได้เปรียบของแต่ละบริษัทเช่นกัน
ภาษี 35% จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐใช้จูงใจให้ค่ายรถยนต์เข้ามาลงทุนในไทย แต่ผลลัพธ์ระยะยาวขึ้นอยู่กับว่าไทยจะต่อยอดเงินลงทุนเหล่านี้ไปสู่การพัฒนาการผลิต เทคโนโลยี และผู้ประกอบการในประเทศได้มากแค่ไหน เพราะเป้าหมายไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเป็นฐานประกอบรถยนต์ให้ต่างชาติ แต่ต้องเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV ให้มากขึ้นด้วย
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แคนาดาขอคุมเกม AI เอง จับมือ EU ลดพึ่งพามหาอำนาจ
ในวันที่ AI กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการแข่งขันระหว่างประเทศ การมี AI เป็นของตัวเอง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่มันหมายถึงการมีอำนาจกำหนดอนาคตของประเทศด้วย

