
การตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ได้จุดชนวนว่า นี่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่แม่นยำ หรือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายสหรัฐฯ เอง
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะยืนยันว่าเป็นการป้องกันล่วงหน้า ทั้งเพื่อหยุดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และลดอิทธิพลทางทหารในตะวันออกกลาง
แต่เมื่อดูจากสิ่งที่เกิดขึ้น สงครามครั้งนี้กลับไม่ได้เดินไปตาม “แผน” อย่างที่หลายคนคิดไว้
เป้าหมายที่เปลี่ยนไป ทำให้สงครามไร้ทิศทาง?
ในช่วงแรก เป้าหมายของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะชัดเจน คือการ “สกัดภัยคุกคาม” จากอิหร่าน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เป้าหมายกลับเริ่มเปลี่ยน ตั้งแต่การโจมตีเชิงป้องกัน ไปจนถึงการกดดันให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข
ความไม่ชัดเจนนี้ กลายเป็นปัญหา เพราะในสงครามที่ใหญ่ขนาดนี้ “เป้าหมาย” คือสิ่งที่กำหนดว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็ยากที่จะบอกได้ว่าสุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ ต้องการ “ชัยชนะ” แบบไหนกันแน่
ได้อย่าง แต่อาจต้อง “เสียหลายอย่าง”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในเชิงการทหาร สหรัฐฯ มีความได้เปรียบอย่างมาก การโจมตีทางอากาศและศักยภาพทางทหารที่เหนือกว่า ทำให้โครงสร้างสำคัญของอิหร่านได้รับความเสียหาย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อิหร่านยังคงสามารถตอบโต้ได้ และที่สำคัญ โครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ เช่น โครงการนิวเคลียร์ หรือเครือข่ายอิทธิพลในภูมิภาค ยังไม่ได้ถูกทำลายอย่างเด็ดขาด
นี่ทำให้สงครามครั้งนี้อยู่ในสภาพ “ค้างคา” คือไม่แพ้ แต่ก็ยังไม่ชนะ
ต้นทุนที่เริ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อมีสงครามแน่นอนว่าต้องมี “ต้นทุน” ของสงครามที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันที ซึ่งกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก และย้อนกลับมากดดันค่าครองชีพในสหรัฐฯ เอง
ขณะเดียวกัน กระแสภายในประเทศก็เริ่มเปลี่ยน คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลง และประชาชนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า สงครามครั้งนี้ “จำเป็นจริงๆใช่ไหม”
จุดหมายเรื่องนี้ควรจบลงที่คำว่า “สงบสุข” ?
หนึ่งในเหตุผลของการทำสงคราม คือการสร้าง “ความมั่นคง” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางในหลายด้านทั้งความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด การโจมตีตอบโต้ที่อาจลุกลามไปประเทศอื่น
รวมถึงโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อ ทั้งหมดนี้ทำให้โลกเข้าสู่ภาวะที่ “เปราะบางมากขึ้น” ไม่ใช่ปลอดภัยมากขึ้นอย่างที่ตั้งใจ
แม้จะมีการประกาศความสำเร็จในบางช่วงแต่จนถึงตอนนี้ สงครามยังไม่มีจุดจบที่ชัดเจน ยังไม่มีข้อตกลงสันติภาพ อิหร่านยังไม่ยอมถอยและเป้าหมายหลายข้อก็ยังไปไม่ถึง ทำให้ต้องกลับมาคิดกันต่อว่าสงครามในครั้งนี้ “มันคุ้มค่าหรือไม่”
ความเสี่ยงที่อาจประเมินต่ำเกินไป
ถ้ามองแบบเป็นกลาง การตัดสินใจของทรัมป์ก็อาจไม่ได้ “ผิดทั้งหมด” เพราะภัยคุกคามจากอิหร่าน เป็นสิ่งที่หลายประเทศกังวลจริง
แต่ปัญหาคือ สงครามครั้งนี้อาจเริ่มต้นขึ้น โดยที่ “ต้นทุน” และ “ผลกระทบระยะยาว” ถูกประเมินต่ำเกินไป จากสงครามที่ตั้งใจจะสร้างความมั่นคงมันจึงอาจกลายเป็นตัวเร่งให้โลกยิ่งไม่แน่นอนมากกว่าเดิม
และท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้อาจไม่สามารถฟันธงได้ว่า “คิดผิดหรือคิดถูก”
แต่สหรัฐฯ อาจกำลังเล่นเกมที่ควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ตั้งแต่แรก
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครบ 1 ปี แผ่นดินไหวเขย่าไทย บทเรียนสู่การพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงรุก
ครบ 1 ปีแล้วกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว วันที่ 28 มี.ค. 68 ที่นับรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของไทย สร้างความเสียหายต่ออาคารหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

