
ปัญหา “เด็กติดมือถือ” ตอนนี้อาจไม่ใช่เรื่องภายในครอบครัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศ ที่หลายฝ่ายเริ่มจับตาอย่างจริงจัง
รมว.ศึกษาธิการ เผยว่า ตอนนี้เด็กไทยจำนวนมากใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียและคลิปวิดีโอสั้นมากเกินไป จนเริ่มส่งผลต่อสมาธิและความสามารถในการจดจ่อ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการยกระดับปัญหานี้เป็น “วาระเร่งด่วน” ที่ต้องรีบจัดการ
ทำไม “คลิปสั้น” ถึงถูกจับตา?
เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนทั่วโลกเริ่มเสพคอนเทนต์แบบ “สั้นและเร็ว” มากขึ้น โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Reels และ YouTube Shorts ที่ออกแบบมาให้ไถดูต่อได้เรื่อยๆ แบบแทบไม่รู้จบ
เมื่อสมองชินกับคอนเทนต์ที่เปลี่ยนไว และกระตุ้นอารมณ์ตลอดเวลา เด็กหลายคนจึงเริ่มโฟกัสกับสิ่งที่ต้องใช้สมาธินานๆ ได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เรียนในห้อง หรือทำงานที่ต้องคิดต่อเนื่องนานๆ
ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กไทยจำนวนมาก เริ่มใช้หน้าจอตั้งแต่อายุน้อย
ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่า เด็กไทยเริ่มเล่นมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กันตั้งแต่อายุน้อยมาก
อายุ 0-1 ปี เริ่มใช้หน้าจอแล้ว 27% แถมเกือบครึ่งยังใช้เกินวันละ 1 ชั่วโมง
อายุ 2-4 ปี เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถึง 80.4% และกว่า 72.6% ใช้หน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง
ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า เด็กวัยนี้ไม่ควรใช้หน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังพบว่า เด็กไทยวัย 6-12 ปี ที่ดูคอนเทนต์สั้นเป็นประจำ มีแนวโน้มสมาธิสั้นและวอกแวกได้ง่ายขึ้น
และจะยิ่งเห็นชัดในเด็กเล็ก เพราะสมองส่วนที่ใช้ควบคุมสมาธิและการยับยั้งตัวเอง ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้คุ้นชินกับการเสพคอนเทนต์เร็วๆ และโฟกัสอะไรนานๆ ได้ยากขึ้น
ส่องแนวทางที่ ศธ. ใช้รับมือภัยเงียบเหล่านี้
กระทรวงศึกษาธิการมองว่า การแก้ปัญหาเด็กติดหน้าจอ ต้องทำควบคู่กัน 2 เรื่อง
คือ “ปกป้องเด็กเล็กที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ และสอนทักษะดิจิทัลกับ AI ให้เด็กโตใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง
โดยมีแผนเร่งด่วนให้ทุกโรงเรียนกำหนดแนวทางใช้มือถือที่ชัดเจน ออกเกณฑ์เวลาใช้หน้าจอตามช่วงวัย และพัฒนาระบบดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง ร่วมกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตระยะยาว กระทรวงยังเตรียมผลักดันเรื่อง AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อให้เด็กทุกช่วงวัย
พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเด็กมากขึ้น ทั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้และ Safe Mode รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานอย่าง ETDA และ DSI เพื่อจัดการคอนเทนต์อันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชนโดยตรง
แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กติดโซเชียลอาจไม่ได้แก้ได้ด้วยการห้ามเล่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างพอดี รู้เท่าทัน และไม่ปล่อยให้การเล่นโซเชียลเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมากเกินไป ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเด็ก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องขบวนการคอนเทนต์จัดฉาก ธุรกิจปั่นไวรัลจากดราม่า
สังเกตไหมว่าคอนเทนต์ดราม่าหรือแนวน่าสงสารในโลกออนไลน์ มักได้ยอดวิวเยอะ เพราะคนจะหยุดดูและแชร์ต่อ ทำให้อัลกอริทึมช่วยดันให้เห็นมากขึ้น และสร้างรายได้ได้ง่าย

