
เศรษฐกิจ - การลงทุน
NIA เปิดแผนยุทธศาสตร์นวัตกรรม ชู AI การลงทุน และสตาร์ทอัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต
7 กรกฎาคม 2569
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดประชุมระดมสมอง ร่วมกับคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (กนช.) เพื่อทบทวนแผนกลยุทธ์เดิม (2566–2570) และวางทิศทางแผนกลยุทธ์ฉบับใหม่ (2571–2575) โดยวางเป้าหมายใช้นวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก และการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
โดยมีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบาย "ปั้นไทยให้เป็น Innovation Hub โลก" ตั้งเป้าเพิ่ม GDP อย่างน้อย 1–2% ภายใน 5 ปี ผ่าน "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยให้ NIA ทำหน้าที่ "ผู้สร้างตลาด" (Market Creator) เชื่อมโยงภาครัฐ-เอกชน และผลักดันนวัตกรรมไทยจาก Startup สู่ Scale-up ในตลาดโลก
นอกจากนี้ แผนยุทธศาสตร์ใหม่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ผ่านการสร้างพื้นที่นวัตกรรม (Innovation District) การส่งเสริม Open Innovation การพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรมรองรับแรงงานแห่งอนาคต รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกช่วงการเติบโต ตั้งแต่โครงการ Hackathon, Incubator และ Accelerator ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไก Growth Fund และ Matching Fund เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายธุรกิจและดึงดูดการลงทุน
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ "Innovation Hub" ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเกิดสตาร์ทอัพ การพัฒนาบัญชีนวัตกรรมไทย และการสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว
การประกาศยุทธศาสตร์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "นวัตกรรม" ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่กำลังกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ การดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดัน GDP และเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลกในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BOI เผยยอดลงทุน EV ทะลุ 1.37 แสนล้านบาท ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลาง EV อาเซียน
ประเทศไทยเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง หลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV Supply Chain) ได้แล้วกว่า 137,000 ล้านบาท จาก 198 โครงการ

