
AI อาจกำลังพาบริษัทเทคเข้าสู่ “ยุคทอง”
แต่สำหรับพนักงานจำนวนมาก นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคเลย์ออฟ”
เพียง 5 เดือนแรกของปี 2026 พนักงานสายเทคทั่วโลกถูกปลดแล้วกว่า 100,000 คน ขณะที่บริษัทต่างๆ ยังเร่งลงทุนใน AI ต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้องค์กรทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า AI กำลังจะเก่งกว่ามนุษย์จริงๆ หรือเรากำลังฝากความหวังไว้กับ AI มากเกินไป
⚫️เกิดอะไรขึ้นกับเหล่า CEO กันแน่?
หนึ่งในคำอธิบายที่ถูกพูดถึง คือ เหล่า CEO สายเทคจำนวนมากอาจกำลังอยู่ในภาวะที่ถูกเรียกว่า “AI Psychosis” หรืออาการหลงเชื่อศักยภาพของ AI จนมองว่าเทคโนโลยีนี้สามารถแทนมนุษย์ได้แทบทุกอย่าง
และคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา คือ Aaron Levie ผู้ร่วมก่อตั้ง Box
Levie มองว่า กลุ่มคนที่มีโอกาส “หลง AI” มากที่สุด กลับเป็นเหล่าผู้บริหารระดับสูงเสียเอง โดยเขากล่าวว่า
“CEO คือกลุ่มคนที่เสี่ยงจะเป็น AI Psychosis ได้ง่ายที่สุด เเพราะพวกเขาอยู่ห่างจาก ‘งานช่วงไมล์สุดท้าย’ (last mile of work) ที่ยังต้องลงมือทำจริง ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าจาก AI ได้มากที่สุด”
และเขายังอธิบายต่อว่า CEO จำนวนไม่น้อยได้ทดลองใช้ AI ในงานพื้นฐาน เช่น เขียนเอกสาร สรุปประชุม หรือทำ Prototype แล้วเริ่มเชื่อว่า AI อาจแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด
แต่ปัญหาคือ งานจริงไม่ได้จบแค่ Demo ที่ดูเหมือนใช้งานได้ เพราะในโลกของการทำงานจริงยังมีทั้งการแก้บั๊ก ตรวจความผิดพลาด และรับมือกับความซับซ้อนทั้งของระบบ ลูกค้า และข้อกฎหมาย ซึ่ง AI ยังไม่สามารถจัดการปัญหาตรงนี้ได้ทั้งหมด
ซึ่ง Levie ย้ำว่า เขาไม่ได้ต่อต้าน AI และในตรงกันข้าม เขาสนับสนุนเทคโนโลยีนี้มาตลอด แต่สิ่งที่เขาเตือนคือ AI ยังต้องมีมนุษย์คอยประคอง และการรีบสรุปว่า “องค์กรแทนคนด้วย AI ได้ทันที” อาจเป็นการมองโลกง่ายเกินไป
⚫️ตัวเลขที่เกิดขึ้นในปีนี้ “น่าตกใจกว่าที่หลายคนคิด”
ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่า เพียง 5 เดือนแรกของปี 2026 วงการเทคปลดพนักงานไปแล้วกว่า 115,430 คน จาก 152 บริษัท ซึ่งเกือบเท่ากับทั้งปี 2025 ที่มีพนักงานถูกเลย์ออฟ 124,636 คน จาก 275 บริษัท ตามข้อมูลของ Layoffs.fyi และ TechCrunch
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายบริษัทเริ่มอ้าง “AI” เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการปรับโครงสร้างองค์กร
หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมาก คือ Zeb Evans ซีอีโอของ ClickUp ที่ออกมาประกาศบน X ว่าบริษัทปลดพนักงานออก 22% หลัง deploy AI agent ภายในองค์กรไปแล้วกว่า 3,000 ตัว
Evans มองว่านี่ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการสร้างองค์กรรูปแบบใหม่ที่เขาเรียกว่า “100x org” หรือองค์กรที่พนักงานทำงานร่วมกับ AI agent เป็นหลัก
⚫️แล้วภาพที่ถูกเล่า มันตรงกับข้อมูลจริงแค่ไหน?
แม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงาน แต่ผลการวิจัยหลายชิ้นกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น
งานวิเคราะห์งานวิจัยจำนวนมากจาก UC Berkeley พบว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการใช้ AI สามารถเพิ่มผลิตภาพขององค์กรโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่งานวิจัยจาก NBER พบว่า AI ช่วยให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจริง แต่ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Productivity Paradox” คือผู้คนมักรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าผลลัพธ์ที่วัดได้จริง
ด้าน MIT ทดลองนำ AI Agent มาทำงานหลากหลายประเภท และพบว่า AI ยังไม่สามารถทำงานได้ในคุณภาพระดับเดียวกับมนุษย์ในหลายสถานการณ์ แม้นักวิจัยคาดว่าภายในปี 2029 AI จะสามารถทำงานด้านข้อความส่วนใหญ่ได้สำเร็จในอัตรา 80-95% แต่ก็ยังเป็นเพียงระดับ “พอใช้งานได้” มากกว่าจะเหนือกว่ามนุษย์
ที่น่าสนใจคือ ต่อให้ AI ช่วยให้ทุกคนสร้างงานได้มากขึ้น ปัญหาอาจไม่ได้หายไป แต่เพียงย้ายตำแหน่งเท่านั้น
งานวิจัยจาก Harvard Business Review ชี้ว่า เมื่อพนักงานทุกคนทำงานได้เร็วขึ้นด้วย AI คอขวดขององค์กรจะย้ายจากคนทำงาน ไปอยู่ที่ผู้บริหารที่ต้องอ่าน อนุมัติ และตัดสินใจกับงานจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้น
สุดท้ายแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ว่า AI พร้อมหรือยัง แต่เป็น องค์กรและผู้นำพร้อมรับมือกับโลกที่ทุกคนทำงานได้เร็วขึ้นหรือไม่
เพราะหากความเร็วในการสร้างงานเพิ่มขึ้น แต่ความเร็วในการตัดสินใจยังเท่าเดิม สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่อาจเป็นความโกลาหลในระดับองค์กรแทน
ที่มา : TechCrunch, Techsauce
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แคนาดาบีบสตรีมมิ่งจ่ายภาษีแพงขึ้น 3 เท่า กระทบใครบ้าง?
ไม่นานมานี้ รัฐบาลแคนาดาประกาศปรับกฎหมาย Online Streaming Act (OSA) ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่างชาติรายใหญ่ อย่าง Netflix, Disney, Spotify

