
เศรษฐกิจ - การลงทุน
ถอดยุทธศาสตร์ “รุก-ลึก-เร็ว” ของบีโอไอ กับศึกชิงลงทุนอาเซียน ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนเสียโอกาสให้เพื่อนบ้าน?
28 สิงหาคม 2569
BOI เผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 มีเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมสร้างการจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการลงทุนในไทยยังเดินหน้าได้ดี ในช่วงที่อาเซียนกำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของเงินลงทุนจากทั่วโลก
⚫ เมื่อเพื่อนบ้านต่างงัดกลยุทธ์เด็ดเพื่อชิงเค้กการลงทุน
Acclime คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต 4.7% ในปี 69 และ 4.8% ในปี 70 ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างชัดเจน ขณะที่ยูโรโซนคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.3-1.5% ในช่วงเดียวกัน
โดยมีแรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิต การปรับ Supply Chain การเติบโตของธุรกิจดิจิทัล และการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ทำให้การแข่งขันแย่งชิงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคอาเซียน ก็กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น
เวียดนาม ตั้งเป้าดึง FDI ช่วงปี 69-73 รวม 200,000-300,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยปีละ 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์ โดยเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์, Semiconductor, AI, Cloud, Biotech พลังงานและวัสดุขั้นสูง รวมถึงโลจิสติกส์และบริการการเงินมูลค่าสูง พร้อมตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 45-50%
มาเลเซีย กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของเอเชีย หลังมีเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่อง จนทำให้ GDP มาเลเซียไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 5.8% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 5.2% ที่น่าสนใจคือ HSBC ประเมินว่า มูลค่าการลงทุนใน Data Center ของมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 18% ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก
อินโดนีเซีย ใช้จุดแข็งจากตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ประกอบกับความได้เปรียบด้านทรัพยากรแร่สำคัญ โดยเฉพาะนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และ EV มาเป็นแรงดึงดูดการลงทุน พร้อมใช้นโยบาย Downstreaming ดึงนักลงทุนเข้ามาตั้งฐานผลิตและแปรรูปในประเทศ แทนการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
การแข่งขันที่ดุเดือดนี้ ทำให้บีโอไอต้องปรับยุทธศาสตร์จากการเน้นดึงเงินลงทุน ไปสู่การทำให้ไทยดึงทุนได้มาก ดึงทุนได้ลึก และทำให้นักลงทุนตัดสินใจได้เร็วขึ้น ผ่านยุทธศาสตร์ “รุก-ลึก-เร็ว”
⚫ “รุก” ดึงอุตสาหกรรมอนาคต
บีโอไอจะเร่งดึงการลงทุนใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ Bio & Green, EV และชิ้นส่วน, Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, Digital & AI,Automation/Robot/Humanoid และ International HQ พร้อมเดินหน้าโรดโชว์ในต่างประเทศผ่านเครือข่ายสำนักงานบีโอไอ 18 แห่งทั่วโลก
ขณะเดียวกัน กติกาภาษีโลกกำลังเปลี่ยนไป หลังการใช้ Global Minimum Tax 15% ทำให้การลดหรือยกเว้นภาษีแบบเดิม อาจดึงดูดบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ได้น้อยลง บีโอไอจึงเตรียมใช้ QRTC หรือเครดิตภาษีที่ขอคืนได้ โดยผูกสิทธิประโยชน์กับสิ่งที่ไทยต้องการ เช่น การทำ R&D การพัฒนาบุคลากร และการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อดึง Anchor Investor รายใหญ่เข้ามาตั้งฐานในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ก่อนใช้บริษัทเหล่านี้เป็นแม่เหล็กดึงซัพพลายเชนรายอื่นเข้ามาลงทุนตาม
⚫ “ลึก” ต้องไม่จบแค่การมาตั้งโรงงาน แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยด้วย
เป้าหมายคือดึงการลงทุนที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตและ Supplier ไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสร้างฐานธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องในประเทศ
โดยจะใช้จุดแข็งด้านการเป็นฐานอุตสาหกรรมเดิมมาต่อยอด เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Tier 1-3 สะสมมานานกว่า 40-50 ปี และต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรม EV และหุ่นยนต์
ขณะเดียวกัน ไทยมีแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมเดิมและอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 2 ล้านคน จึงต้องเร่ง Upskill และ Reskill ให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมส่งเสริม R&D ระหว่างบริษัทต่างชาติและบุคลากรไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เพราะหากดึงบริษัทระดับโลกเข้ามาได้ แต่ไทยไม่มีคน ไม่มีซัพพลายเออร์ และไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เงินลงทุนก็อาจไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมากเท่าที่ควร
⚫ “เร็ว” เพื่อให้ทุนเข้าประเทศและเดินหน้าได้ทันจังหวะ
ความเร็วมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุน เพราะหากขั้นตอนขออนุญาตและเริ่มธุรกิจในไทยใช้เวลานาน นักลงทุนก็อาจหันไปเลือกประเทศที่ดำเนินการได้เร็วกว่า
บีโอไอจึงเดินหน้า Thailand FastPass โดยประสานงาน 8 หน่วยงานรัฐ เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติ เบื้องต้นนำร่อง 25 โครงการจาก 13 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท ช่วยลดขั้นตอนและเวลาได้ประมาณ 20-50%
นอกจากนี้ บริษัทที่เข้าร่วม ต้องลงทุนจริงในประเทศไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าโครงการ ภายในเวลาที่กำหนด เพื่อเร่งให้เงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
ยุทธศาสตร์ “รุก ลึก เร็ว” จึงสะท้อนแนวทางของบีโอไอที่ต้องการให้การลงทุนจากต่างประเทศ สร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย พัฒนาทักษะแรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างงานคุณภาพ
ซึ่งหากทำได้ต่อเนื่อง การลงทุนเหล่านี้จะช่วยให้ไทยมี Supply Chain ที่แข็งแรงขึ้น ช่วยยกระดับประเทศสู่ฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

NIA ผนึกพันธมิตรอุตสาหกรรมอาหาร เปิด SPACE-F Batch 7 ดัน FoodTech สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จับมือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมพันธมิตรระดับแนวหน้าของวงการอุตสาหกรรมอาหารและสถาบันการศึกษา ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และ Foodland Ventures จากไต้หวัน

